ก่อนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ม.ค. เจ้าหน้าที่ทางการทหารและผู้เชี่ยวชาญหลายคนต่างมองไปในทางเดียวกันว่าในช่วง 2-3 เดือนจากนี้สงครามในยูเครนจะเข้าสู่ช่วงสำคัญ
ยูเครนพยายามทำให้กองทัพมีเสถียรภาพและเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของตัวเองในกรณีที่ถูกรัฐบาลทรัมป์บีบให้เจรจากับรัสเซีย ส่วนรัสเซียก็เดินหน้ารุกหนักในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจนกองทัพยูเครนไม่สามารถยันแนวหน้าด้านตะวันตก ซึ่งกองทัพรัสเซียขยับรุกคืบในอัตราที่รวดเร็วกว่าที่เคยมีมานับตั้งแต่ปี 2022
ทรัมป์ประกาศว่าจะ “ยุติสงครามภายใน 24 ชั่วโมง” หลังเข้ารับตำแหน่งและวิพากษ์วิจารณ์การส่งความช่วยเหลือทางการทหารไปให้ยูเครน ส่วนประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียก็ส่งสัญญาณเปิดกว้างกับการเจรจาพูดคุยซึ่งก่อให้เกิดความกังวลในยูเครนและในยุโรปว่ารัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ อาจหนุนหลังดีลที่เป็นประโยชน์กับมอสโก
และเพียงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียต่างก็เคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่จะส่งผลต่อผลลัพธ์ของสงคราม
หลังไบเดนไฟเขียว ยูเครนก็ยิงขีปนาวุธ ATACMS ลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซียแทบจะทันที และในขณะที่ยูเครนกำลังดิ้นรนรักษาดินแดนทางฝั่งตะวันออกไว้ ไบเดนก็ให้คำมั่นว่าจะส่งทุ่นระเบิดสังหารบุคคลไปให้อีก
สิ่งที่ทำให้ไบเดนเปลี่ยนใจดูเหมือนจะเป็นการเข้าไปของกองกำลังทหารเกาหลีเหนือในแดนหน้าซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นการ “ขยายของเขตสงครามครั้งใหญ่”
แต่ปูตินก็ทำให้ความตึงเครียดทวีขึ้นด้วยการประกาศผ่อนปรนเงื่อนไขให้การใช้อาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซีย
นักวิเคราะห์รัสเซียรายหนึ่งแนะนำว่า ปูตินอาจมองสถานการณ์ปัจจุบันเป็นช่วงเวลา “ที่อยู่ระหว่างกลาง” ที่ทำให้เขารู้สึกว่าเข้าได้เปรียบในยูเครน
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่สุดในรอบเกือบ 3 เดือนในยูเครน ทำให้บรรดาสถานทูตชาติตะวันตกหลายแห่งพากันปิดทำการ เพราะกลัวว่าจะมีการโจมตีอีกครั้ง
มิคาอิโล ซามุส จาก New Geopolitics Research Network ในยูเครนเผยว่า “มันเชื่อมโยงกันทั้งหมด” และว่า รัสเซียสะสมขีปนาวุธอิสกันเดอร์ (Iskander) และคินซาล (Kinzhal) มาหลายสัปดาห์เพื่อให้โจมตียูเครนได้และยังเป็นการส่งสารทางจิตวิทยาก่อนการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลสหรัฐฯ
กรุงเคียฟของยูเครนอาจไม่ถูกถล่มเมื่อวันพุธ (20 พ.ย.) แต่สารถูกส่งออกมาเรียบร้อยแล้ว
“ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการเตรียมจุดยืนให้แข็งแกร่งสำหรับการเจรจากับทรัมป์ การทำความเข้าใจว่ารัสเซียจะไม่ยอมผ่อนปรนใดๆ และทุกอย่างขึ้นอยู่กับ (ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์) เซเลนสกี” ซามุสเผย
สอดคล้องกับ เจด แม็คกลินน์ จากวิทยาลัยสงครามศึกษาของมหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจของลอนดอนที่บอกว่า “มีความพยายามอย่างชัดเจนในการสร้างจุดยืนให้แข็งแกร่งก่อนที่ทรัมป์จะมา” แม็คกลินน์ไม่เชื่อว่าดีลกับปูตินจะเป็นไปได้ และมองว่าเป้าหมายสูงสุดของปูตินคือการเอาชนะยูเครน
ตาเตียนา สตาโนวายา จาก Carnegie Russia Eurasia Center เผยว่า ดูเหมือนว่าบรรยากาศในรัสเซียตอนนี้คือ ในอนาคตยูเครนจะตกอยู่ในมือรัสเซียแน่นอน
อย่างไรก็ดี ตั้งแต่เดือน ม.ค.ปีหน้า ปูตินจะต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ด้วย สตาโนวายาบอกว่า “เขาต้องรับมือกับความจริงที่ว่าตอนนี้ทรัมป์รับผิดชอบต่อสถานการณ์ดังกล่าว หากปูตินยกระดับสงครามจะทำให้โอกาสในการตกลงกันแย่ลง เขาต้องยืดหยุ่นมากกว่านี้ และเปิดกว้างกับตัวเลือกที่แตกต่างออกไป”
การตัดสินใจของไบเดนที่ไฟเขียวให้ยูเครนเริ่มยิงขีปนาวุธ ATACMS ลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซียเป็นการช่วยยูเครนอย่างชัดเจน แต่ฝั่งทรัมป์ก็รู้สึกด้วย
แม้ว่าที่ผ่านมาทรัมป์จะยังไม่พูดอะไร แต่การเลือก ไมค์ วอลต์ซ ขึ้นมาเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ ก็บ่งบอกถึง “การก้าวขึ้นบันไดแห่งความตึงเครียดอีกขั้นหนึ่งและไม่มีใครรู้ว่าบันไดนี้จะพาเราไปที่ไหน”
วอลต์ซไม่ได้ไปไกลเหมือนกับบางคนในทีมของทรัมป์ โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ วิจารณ์ว่าไปเดนพยายาม “ก่อสงครามโลกครั้งที่ 3” ขึ้นก่อนที่พ่อของเขาจะกลับมาทำเนียบขาวอีกครั้ง
แมทธิว มิลเลอร์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า “ประธานาธิบดีมีได้ครั้งละคน เมื่อประธานาธิบดีคนต่อไปเข้ามารับตำแหน่ง เขาสามารถตัดสินใจด้วยตัวเอง”
แต่ฝั่งรีพับลิกันบางคนหนุนการเคลื่อนไหวของไบเดน แม้ว่าวุฒิสมาชิก ลินด์เซย์ แกรแฮม จะบอกว่า เขาควรทำเพื่อช่วยเหลือยูเครนและเขาเล่นการเมืองกับเรื่องนี้ก็ตาม
ปฏิกิริยาจากรัสเซียอาจจะเป็นเพียงคำขู่หรืออาจทำจริงก็ได้
เมื่อปรับเปลี่ยนกฎการใช้นิวเคลียร์แล้ว รัสเซียสามารถใช้อาวุธนิวเคลียร์ต่อประเทศที่ไม่ได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ที่มีประเทศที่สะสมอาวุธนิวเคลียร์หนุนหลัง รวมทั้งกรณีที่รัสเซียถูกโจมตีทางอากาศ “อย่างหนัก”
อเล็กซานเดอร์ เอียร์มาคอฟ จาก Russian International Affairs Council กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับคู่มือการใช้งานอาวุธนิวเคลียร์ แต่เป็นการประกาศต่อฝ่ายตรงข้ามและการกำหนดสถานการณ์ที่จะใช้มาตรการดังกล่าวแบบคร่าวๆ มากกว่า
พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นการส่งสารจากปูตินไปถึงประเทศตะวันตก

ตาเตียนา สตาโนวายา เชื่อว่าปูตินไม่ได้ต้องการให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่เป็นเพราะเขา “เชื่อว่าเขาทำให้อีลีตตะวันตกกลัวเพื่อแสดงให้เห็นว่าคนพวกนี้กำลังเล่นกับไฟ”
เราก็ได้แต่คาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังเดือน ม.ค.
คนวงในเครมลินเริ่มบรรยายสรุปเกี่ยวกับความต้องการเบื้องต้นของพวกเขาจากนโยบายของทรัมป์ในการยุติสงคราม และเซเลนสกีก็เริ่มทำให้จุดยืนของเขาชัดเจนขึ้นด้วย
เมื่อถูกรายการทีวีในสหรัฐฯ สัมภาษณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับยูเครนถ้าสหรัฐฯ ตัดความช่วยเหลือด้านการทหาร ผู้นำยูเครนตอบบว่า “ถ้าพวกเขาจะตัด ผมคิดว่าเราจะแพ้ แต่แน่นอนว่าเราจะยืนหยัดและเราจะสู้ เรามีการผลิตแต่ไม่เพียงพอให้ชนะ”
ปูตินยืนยันว่ายูเครนต้องเป็นกลางเพื่อให้ความสัมพันธ์ต่างๆ ดำเนินไปได้ แม้ว่าตอนนี้ส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญยูเครนจะระบุเรื่องการเข้าร่วมกับทั้งนาโตและสหภาพยุโรป
สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อวันพุธ (20 พ.ย.) โดยอ้างเจ้าหน้าที่รัสเซียว่า ปูตินอาจเปิดกว้างต่อการถอนกำลังออกจากพื้นที่เล็กๆ แต่จะไม่ยอมออกจากพื้นที่ใหญ่ๆ
เมื่อวันอังคาร (19 พ.ย.) เซเลนสกีเสนอ “แผนความยืดหยุ่น” 10 ข้อต่อสภา โดยมีประโยคหนึ่งที่โดดเด่นกว่าปกติ นั่นคือ “บางทียูเครนอาจต้องอยู่นานกว่าบางคนในมอสโกเพื่อบรรลุเป้าหมายทั้งหมด...เพื่อฟื้นฟูบูรณภาพของยูเครนอย่างสมบูรณ์”
วันหนึ่งรัสเซียจะไม่มีปูติน แต่ยูเครนจะไม่ไปไหน
มิคาอิโล ซามุส เผยว่า สำหรับคนยูเครนมันอาจใช้เวลาหลายปี แต่พวกเขาจะไม่มีทางละทิ้งไครเมียหรือดินแดนอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซีย
ซามุสเชื่อว่าข้อตกลงมากสุดที่เซเลนสกีจะลงนามคือ การหยุดยิงโดยไม่มีข้อผูกมัด หากเป็นข้อตกลงอื่นๆ อาจนำมาสู่ความขัดแย้งภายในเนื่องจากหลายคนอาจมองว่าเป็นการหักหลัง
มิโคลา บีลีสคอฟ จาก National Institute for Strategic Studies ในกรุงเคียฟใองว่า ก่อนการเจรจาใดๆ กุญแจสำคัญคือป้องกันไม่ให้รัสเซียบุกเข้าไปในฝั่งตะวันออก “สำหรับเรา เราจำเป็นต้องจำกัดวงการรุกคืบของรัสเซีย...โดยการใช้ ATACMS ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออะไรก็ตามแต่ เพราะหากรัสเซียประสบความสำเร็จพวกเขาจะพยายามกำหนดเงื่อนไข”
เจด แม็คกลินน์ เผยกับสำนักข่าว BBC ว่า คนยูเครนส่วนน้อยเชื่อว่าทรัมป์สามารถสร้างข้อตกลงสงบศึกที่ยั่งยืนได้ และว่า ข้อตกลงใดๆ ที่ทำให้ยูเครนอยู่ในจุดที่แย่ลงอาจนำมาสู่ความวุ่นวายทางการเมือง
“ยุโรปต้องเข้ามา และเรารู้ว่าสแกนดิเนเวีย ประเทศแถบบอลติก และโปแลนด์ยังไม่เพียงพอ”





