A Asset ปลุก‘ทองหล่อ’ สร้างโรงแรมหรู-คอนโดฯ เช่า40 ปีราคาถูกกว่าซื้อ30%

1 ต.ค. 2569 - 16:45

  • ทองหล่อที่เงียบเหงามานาน กลับมาสู่ตลาดอีกครั้ง

  • A Asset เปิดโครงการมิกซ์ยูส มูลค่าลงทุน 12,000 ล้านบาท

  • ใช้กลยุทธ์เช่าระยะยาว 40 ปี ที่ทำให้ราคาถูกกว่าซื้อ 30%

A Asset ปลุก‘ทองหล่อ’ สร้างโรงแรมหรู-คอนโดฯ เช่า40 ปีราคาถูกกว่าซื้อ30%

A Asset  เปิดโครงการแฟล็กชิปมิกซ์ยูส  ปลุกทำเลย่านทองหล่ออีกรอบ โรงแรมหรู คอนโดมิเนียมระดับบน เปลี่ยนจากขายกรรมสิทธิ์เป็นรูปแบบการเช่าระยะยาว 40 ปี ตามกระแสคนรุ่นใหม่ และทำให้ราคาขายถูกกว่าการซื้อกรรมสิทธิ์ถึง 30%

การหาซื้อที่ดินทำเลทองแปลงใหญ่ในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้น  จากราคาซื้อ  และราคาขายโครงการ  ทำเลทองหล่อเป็นอีกย่านหนึ่งที่เคยเป็นย่านคอนโดมิเนียมระดับบนมาหลายสิบปี   ในราคาคาที่สูงมากย่านหนึ่ง  แต่ช่วงหลังที่ดินแปลงใหญ่หายาก การปรับเปลี่ยนรูปแบบบริษัทพัฒนาอสังหาริทรัพย์ร่วมกับเจ้าของที่ดิน ร่วมกันพัฒนาโครงการ

นายอนวัช ฉัตรศิริกุล ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอ แอสเสท กล่าวว่า บริษัทพัฒนาโครงการแฟล็กชิปมิกซ์ยูสระดับลักชัวรี หรือ Thonglor Flagship Mixed-Use Project บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ติดสถานี BTS ทองหล่อ ถนนสุขุมวิท  โดยชื่อโครงการอยู่ระหว่างการพิจารณา และใช้ชื่อโครงการชั่วคราว SKV 53 (สุขุมวิท 53)

ทองหล่อ 003.JPG

โครงการวางตำแหน่งภายใต้แนวคิด Green & Wellness Real Estate มุ่งสร้างรูปแบบการใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงคุณภาพชีวิต พื้นที่สีเขียว ความสะดวก และกิจกรรมหลากหลายเข้าด้วยกัน เพื่อขับเคลื่อน Sustainable Living และให้โครงการเติบโตไปพร้อมกับผู้คน สังคม เมือง และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

รูปแบบโครงการประกอบด้วยอาคาร Podium สูง 6 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดิน 1 ชั้น ทาวเวอร์ A สูง 39 ชั้นจัดทำเป็นโรงแรมจำนวน 640 ห้อง  และทาวเวอร์ B สูง 28 ชั้นทำเป็นคอนโดมิเนียมพักอาศัยจำนวน 220 ห้อง รองรับการใช้งานประเภทโรงแรม อาคารอยู่อาศัยรวม พื้นที่พาณิชย์และสำนักงาน ภายในมีที่อยู่อาศัย โรงแรมระดับ 5 ดาว คอมมูนิตี้มอลล์ เวลเนส เซ็นเตอร์ สำนักงานสมัยใหม่ และสวนลอยฟ้า หรือ Roof Park พร้อมพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ มูลค่าการลงทุน 12,000 ล้านบาท

ทองหล่อ 002-2.jpg

เขาบอกด้วยว่า บริษัทใช้รูปแบบ Leasehold Branded Residence อายุสัญญา 40 ปี เป็นหนึ่งกลยุทธ์การขายโครงการ เพราะประเมินว่าผู้บริโภคยุคใหม่อาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับการถือครองอสังหาริมทรัพย์ตลอดไปเหมือนในอดีต แต่ให้ความสำคัญกับทำเล คุณภาพชีวิต แบรนด์ ประสบการณ์ และต้นทุนการเข้าถึงสินทรัพย์มากขึ้น

‘โมเดล Leasehold จึงเปิดช่องให้ผู้ซื้อเข้าถึงทำเลระดับไพรม์ได้ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นที่ต่ำกว่าการซื้อกรรมสิทธิ์แบบ Freehold โดยบริษัทวางจุดขายว่า ราคาของ Branded Residence ในรูปแบบ Leasehold จะต่ำกว่า Freehold อย่างน้อย 30%’ อนวัช ย้ำ

ที่ดินแปลงนี้ เดิมเป็นที่ตั้งแคมปัสของโรงเรียนนานาชาติ  บางกอกเพรพ (Bangkok Prep) ซึ่งหมดสัญญาเช่ากับเจ้าของที่ดินเดิม  และได้คืนพื้นที่ย้ายออกไปที่ใหม่  บริษัทเอ แอสเสท ได้เข้ามาพัฒนาต่อโดยร่วมกับเจ้าของที่ดินด้วยการเช่าที่ดินระยะยาว 45 ปี และมีกลุ่มทุนจากต่างประเทศเข้ามาร่วมโครงการด้วย

บริษัท A Asset  ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 และมีประสบการณ์จากบริษัทบริหารงานก่อสร้าง PPSN รวมถึงการร่วมลงทุนกับ BCONS ในเวียดนาม มีประสบการณ์พัฒนาและบริหารโครงการมากกว่า 20,000 ยูนิต อีกทั้งลงทุนในธุรกิจโรงแรม และพลังงานหมุนเวียนในหลายประเทศทั่วภูมิภาค รวมมูลค่าโครงการกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 165,000 ล้านบาท

แนวโน้มทองหล่อ และ Wellness

สำหรับทำเลซอยทองหล่อ มีสถานะเป็นหนึ่งในทำเลไลฟ์สไตล์สำคัญของกรุงเทพฯ ด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ เวลเนส พื้นที่ทำงาน ที่อยู่อาศัย และโซเชียลคลับ ทำให้ย่านนี้มีลักษณะเป็น Mixed-use District ตามธรรมชาติ เพียงแต่กิจกรรมยังกระจายตัวอยู่ตามถนน ซอย และอาคารหลายจุด

โอกาสของโครงการมิกซ์ยูสจึงอยู่ที่การรวมกิจกรรมเหล่านั้นให้เชื่อมโยงแบบ Integrated Living หรือการอยู่อาศัยที่เชื่อมทุกมิติชีวิตไว้ในระบบเดียว ความท้าทายคือโครงการใหม่ต้องสร้างเหตุผลใหม่ให้คนเข้ามาใช้พื้นที่ โดยไม่ทำลายความเป็นทองหล่อที่มีความเป็นย่านและมีชีวิตชีวา

ข้อมูลตลาด A Asset ระบุว่าทองหล่อมีสินค้าที่อยู่อาศัยหลายระดับ ตั้งแต่พรีเมียมระดับราคา 160,000–240,000 บาทต่อตารางเมตร ลักชัวรี  ระดับราคา 250,000–380,000 บาทต่อตารางเมตร อัลตร้าลักชัวรี  ระดับราคา 400,000–500,000 บาทต่อตารางเมตร และซูเปอร์ไพรม์ระดับราคา500,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป ตลาดระดับบนจึงไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะขนาดห้องหรือวัสดุ แต่แข่งขันด้านแบรนด์ คุณภาพการบริหาร บริการ ความเป็นส่วนตัว และประสบการณ์ระยะยาว

อีกตลาดที่น่าจับตาคือ Leasehold Branded Residence ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการรายได้แบบ Passive Income โดยข้อมูลบริษัทระบุว่าสามารถสร้าง Rental Yield ราว 4.5–9.5% ต่อปี ทั้งนี้ผลตอบแทนจริงขึ้นกับราคาซื้อ ค่าใช้จ่าย อัตราการเข้าพัก รูปแบบบริหาร และภาวะตลาด จุดขายของโครงการอยู่ที่การนำ Simple Luxury หรือความหรูหราเรียบง่ายอย่างมีรสนิยม เน้นผู้บริโภคระดับบนที่ให้คุณค่ากับเวลา ความสะดวก ความเป็นส่วนตัว และสุขภาวะมากขึ้น

ธุรกิจ wellness ในทองหล่อมีโอกาสเติบโตจากฐานผู้ใช้หลายกลุ่ม ทั้งผู้อยู่อาศัย คนทำงาน ผู้มาเยือน ชาวต่างชาติ และลูกค้าโรงแรม จุดแข็งคือกำลังซื้อและความหนาแน่นของกิจกรรมไลฟ์สไตล์ ขณะที่ข้อจำกัดคือการเดินทางและเวลาที่มีจำกัด ผู้บริโภคต้องการดูแลสุขภาพ แต่ไม่ต้องการเดินทางออกนอกเส้นทางชีวิตประจำวัน

การมี Wellness Center อยู่ในโครงการจึงอาจสร้างคุณค่าได้มากกว่าการเป็นร้านหรือบริการหนึ่งแห่ง หากเชื่อมต่อกับที่อยู่อาศัย โรงแรม สำนักงาน พื้นที่สีเขียว และร้านอาหาร จะเกิดระบบบริการที่รองรับทั้งการดูแลร่างกาย การพักผ่อน การฟื้นฟู และกิจวัตรสุขภาพ ผู้อยู่อาศัยใช้ได้เป็นประจำ พนักงานออฟฟิศเข้าถึงบริการระหว่างวัน แขกโรงแรมใช้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ และลูกค้าภายนอกเข้ามาใช้บริการได้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์