ปัญญาประดิษฐ์ AI กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยประกาศยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ พ.ศ. 2565–2570 มีเป้าหมายชัดเจนว่าภายในปี 2570 ไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีระบบนิเวศ AI ที่ใช้งานได้จริงเพื่อยกระดับทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต ภาคอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เติบโต 12.8% มีมูลค่าถึง 215,000 ล้านบาทในปี 2566 และประชากรกว่า 90% เข้าถึงอินเทอร์เน็ตแล้ว
วิสัยทัศน์นี้ดูดี แต่ภายใต้ตัวเลขเหล่านี้ มีช่องว่างของปัญญาประดิษฐ์ในหลายมิติ ปาดระเทศไทยขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ AI ถึงประมาณ 80,000 คน กฎหมายลิขสิทธิ์ยังไม่ชัดเจนต่อการเทรนโมเดล AI ศูนย์ข้อมูลมีแค่ 0.59 แห่งต่อประชากรหนึ่งล้านคน เหมือนศูนย์กลางของการใช้งานและเทคโนโลยีจะกระจุกอยู่แต่ในกรุงเทพฯ เรื่องราวของ "AI Gap ไทย" เป็นภาพสะท้อนความไม่สมดุลของการพัฒนาที่ฝังอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมอย่างลึก
ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ แข็งแกร่งบนกระดาษ ท้าทายในการปฏิบัติ
ยุทธศาสตร์ AI Thailand ประกอบด้วย 5 แนวทางหลักและ 15 แผนงานย่อย ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาทักษะบุคลากร ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายและจริยธรรม บนกระดาษ นี่คือแผนที่ครบถ้วนและทะเยอทะยาน
แต่เมื่อมองตัวเลขจริง งบประมาณ R&D โดยรวมของประเทศอยู่ที่เพียง 1.21% ของ GDP ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วที่ลงทุนกว่า 2–3% และสำหรับ AI โดยเฉพาะ รัฐจัดสรรเพียง 1,290 ล้านบาทในช่วงปี 2566 ถึงกลางปี 2567 ยูเนสโกชี้ว่าไทยยังขาด "กรอบบังคับใช้การแบ่งปันข้อมูลที่เป็นเอกภาพ" ระหว่างภาครัฐและเอกชน ขณะที่การบูรณาการจริยธรรม AI ในหลักสูตรยังไม่แพร่หลาย
เอาต้วเองให้พร้อม ก่อนฝันจะเป็นฮับ
เมื่อพิจารณาสภาพความเป็นจริงหลายด้าน ประเทศไทยยัง ไม่พร้อมจะเป็นศูนย์กลางของเอไอ เพราะมีทั้ง ช่องว่างระหว่างวิจัยกับอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงระหว่างห้องแล็บกับตลาดยังขาดสะพาน ขณะเดียวกันไทยก็เริ่มเข้าร่วมเวทีระดับโลก เช่น เวิร์กช็อปร่วมกับ OECD เรื่อง "Insights from Southeast Asia" เพื่อเรียนรู้แนวทางธรรมาภิบาล AI จากยุโรปและเอเชียตะวันออก ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่าจับตา
กฎหมายดิจิทัลมีแต่ไม่พอ ช่องว่างธรรมาภิบาล AI ไทยมีกฎหมายดิจิทัลพื้นฐานอยู่แล้ว ทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พระราชบัญญัติความมั่นคงไซเบอร์ และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่กฎหมายเหล่านี้ถูกออกแบบมาสำหรับโลกก่อนยุค AI เต็มรูปแบบ
ความไม่ชัดเจนเรื่องลิขสิทธิ์ของข้อมูลที่ใช้เทรนโมเดล AI ยังคงสร้างความไม่แน่นอนให้นักวิจัยและบริษัท คำถามว่าใครมีสิทธิ์ในผลงานที่ AI สร้างขึ้น เช่น ข้อความ ภาพ หรือดนตรี ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน บริษัทกฎหมาย Baker McKenzie ชี้ว่าการกำกับดูแล AI ในภาคธุรกิจยังอาศัยการตีความกฎหมายเดิม มากกว่าการออกกฎเฉพาะด้าน
จริยธรรม AI มีบนกระดาษ ขาดในการปฏิบัติ ไทยมี "AI Ethics Guideline" แต่การบูรณาการจริยธรรมในหลักสูตรและการฝึกอบรมยังจำกัด ผู้พัฒนา AI จำนวนมากเชี่ยวชาญโค้ดและคณิตศาสตร์ แต่ไม่ได้รับการฝึกให้ตระหนักถึงความเสี่ยงด้านการเลือกปฏิบัติ หรือผลกระทบต่อชุมชนเปราะบาง นอกจากนี้ โครงการ AI ภาครัฐหลายชิ้นยังไม่ผ่านกระบวนการปรึกษาหารือสาธารณะหรือการประเมินผลกระทบอย่างเป็นระบบ
AI ในภาคเศรษฐกิจจริง จากโรงงาน ถึงไร่นา และห้องประชุมบริษัท ถึงครอบครัว รู้ว่า AI จำเป็นและสำคัญ แต่ยังไม่พร้อม มีเพียง 2% ของโรงงานที่เปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานอุตสาหกรรม 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ แม้ AI จะมีศักยภาพใน use case กว่า 300 รายการ ตั้งแต่การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ที่ลดเวลาเครื่องหยุดได้ถึง 53% ไปจนถึงการตรวจจับพฤติกรรมไม่ปลอดภัยที่ลดความเสี่ยงในโรงงานได้ 90% เกษตรกรรมอัจฉริยะ มีแพลตฟอร์ม HandySense B-Farm แต่เกษตรกรรายย่อยนับล้านในชนบทและกลุ่มผู้สูงวัยยังเข้าไม่ถึงทักษะดิจิทัลและอุปกรณ์ที่รองรับ
ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดในรายงานของยูเนสโกคือ การขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ AI ถึงประมาณ 80,000 คน ขณะที่ความต้องการในตลาดพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีทักษะ AI ระดับสูงกลายเป็น "ทรัพยากรที่แย่งกันชิง" ทั้งจากบริษัทไทยและข้อเสนอจากต่างประเทศ ในตลาดแรงงาน กำลังรู้สึกถึงแรงกดดันจากระบบอัตโนมัติ ผลของ AI ต่อแรงงานมีทั้งการแทนที่และการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยขึ้นอยู่กับประเภทงานและภาคอุตสาหกรรม
ผู้สูงวัยและ Gray Digital Divide ตัวเลขปี 2564 ประชากรไทย 81.8% ใช้อินเทอร์เน็ต แต่ในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไปมีเพียง 61.1% ช่องว่างนี้มีนัยสำคัญมากเมื่อบริการสาธารณะ เช่น ระบบสุขภาพและสวัสดิการ นำ AI มาใช้มากขึ้น หากไม่ออกแบบให้เป็นมิตรกับผู้สูงวัย AI อาจกลายเป็นกำแพงแบ่งแยก ไม่ใช่สะพานเชื่อม
ตั้งหลักก่อนตั้งรับเดินต่ออย่างมั่นคง
ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจไฮเทคของไทย สะท้อนว่า อย่าปล่อยให้ AI กลายเป็นเครื่องมือที่ขีดเส้นแบ่งใหม่ในสังคม จากเดิมที่เราเคยแบ่งกันด้วยโอกาส ความรู้ และทักษะ วันหนึ่งเส้นแบ่งระหว่าง “คนที่เข้าถึงความฉลาดได้” กับ “คนที่เข้าไม่ถึง”อาจกลายเป็นเส้นเดียวกับ “คนรวย” และ “คนจน” AI ไม่ควรทำให้ความฉลาดกลายเป็นอภิสิทธิ์ของคนที่จ่ายไหว และไม่ควรทำให้การเข้าถึง AI ที่ฉลาด ถูกตีความว่าเท่ากับ “คุณฉลาดกว่า” โจทย์ของสังคมไทยไม่ใช่แค่การมี AI ที่เก่งขึ้น เยอะขึ้น แต่คือการทำให้คนธรรมดา ผู้ประกอบการรายเล็ก เด็กในต่างจังหวัด และแรงงานทุกกลุ่ม สามารถเข้าถึง AI ที่ดีพอจะยกระดับชีวิตและโอกาสของตัวเองได้จริง เพราะถ้า AI เป็นของคนไม่กี่กลุ่ม มันจะไม่ใช่เทคโนโลยีเพื่ออนาคต แต่มันจะกลายเป็นกำแพงใหม่ของความเหลื่อมล้ำ…ซึ่งเราไม่พร้อมที่จะมีกำแพงเพิ่มอีกแล้ว ไม่ว่ามันจะสูงหรือจะเตี้ยก็ตาม




