ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยและความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ ผ่านรายการ “สนามข่าว 96” โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตประมาณ 2% ต่อปี ขณะที่ระยะต่อไปยังต้องจับตาความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน การเมืองยุโรป และความเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะของดอลลาร์ในระยะยาว
เศรษฐกิจไทยโต 2% ยังมีแรงกดดันจากน้ำมัน-การเติบโตที่ไม่ทั่วถึง
ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยที่ธนาคารโลกประเมินไว้ที่ประมาณ 2% สอดคล้องกับมุมมองของ InnovestX ที่ประเมินไว้โดยตลอดว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตในระดับประมาณ 2% ต่อปีในช่วง 2 ปีข้างหน้า แม้ภาครัฐอาจประเมินตัวเลขไว้สูงกว่าเล็กน้อย
ส่วนปัจจัยน้ำท่วมอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่หากสถานการณ์ไม่รุนแรงมาก ผลกระทบอาจถูกชดเชยด้วยมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ที่กำลังจะเข้ามา
อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพใหญ่ การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังมาจากการลงทุนและการส่งออก โดยเฉพาะกระแสการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งแม้จะช่วยหนุนการส่งออก แต่ก็นำไปสู่การนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย ทำให้เกิดแรงกดดันต่อดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด
ขณะเดียวกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจยังไม่ได้กระจายไปในวงกว้าง ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตอย่างเต็มที่ และหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง จะยิ่งกดดันการใช้จ่ายของประชาชนในระยะต่อไป
ดอลลาร์แกว่งตัว หลังยูโรอ่อนค่า-การเมืองยุโรปเพิ่มความเสี่ยง
ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวถึงความผันผวนของดอลลาร์ว่า ปัจจุบันค่าเงินดอลลาร์มีลักษณะสลับแข็งค่าและอ่อนค่า แต่ช่วงหลังเริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้น โดยดัชนีดอลลาร์ หรือ DXY ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุล สะท้อนการแข็งค่าของดอลลาร์ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับยูโรที่อ่อนค่าลงอย่างมาก
นอกจากปัจจัยเรื่องน้ำท่วม ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย และราคาน้ำมันแล้ว อีกประเด็นที่ควรจับตาคือผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond Yield ในยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่ปรับตัวขึ้นค่อนข้างแรง
สาเหตุสำคัญมาจากความเสี่ยงด้านงบประมาณของฝรั่งเศส ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันในการลดการขาดดุล หลังจากมีการใช้จ่ายด้านสวัสดิการในระดับสูง ขณะที่รายได้ไม่เพียงพอกับภาระ โดยเฉพาะจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น
รัฐบาลจึงมีแนวคิดปรับเพิ่มอายุเกษียณ รวมถึงลดภาระด้านบำนาญและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อดูแลฐานะการคลังให้ดีขึ้น แต่แนวทางดังกล่าวเผชิญเสียงต่อต้านทางการเมืองอย่างมาก จนเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
ฝรั่งเศสเคยเผชิญความปั่นป่วนทางการเมืองอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 5 คนในปีเดียว ขณะที่นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดลาออก ก่อนถูกประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ขอให้กลับมารับตำแหน่งอีกครั้งเพื่อช่วยดูแลด้านการคลัง และในปีนี้ก็กลับมาเผชิญความเสี่ยงอีกครั้ง
นอกจากฝรั่งเศสแล้ว หลายประเทศในยุโรปก็มีความเสี่ยงทางการเมืองเพิ่มขึ้น เช่น สเปนที่เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รวมถึงเยอรมนี ทำให้ความเสี่ยงทางการเมืองในยุโรปเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวขึ้น และกดดันให้เงินยูโรอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในช่วงนี้
ดอลลาร์ยังครองอำนาจ แต่ความเป็น “เงินโลก” เริ่มถูกตั้งคำถาม
ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า หากมองในภาพระยะยาว ดอลลาร์อาจเผชิญความท้าทายต่อการเป็นสกุลเงินหลักของโลก เนื่องจากสหรัฐฯ ใช้ประโยชน์จากสถานะของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินหลักในการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจและการเงิน รวมถึงการคว่ำบาตรประเทศต่าง ๆ และจำกัดการเข้าถึงระบบการโอนเงินระหว่างประเทศ เช่น SWIFT
ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ใช้มาตรการลักษณะดังกล่าวกับหลายประเทศ รวมถึงรัสเซียและอิหร่าน ทำให้เกิดคำถามต่อความเป็นกลางและความยั่งยืนของระบบที่มีดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง
ดร.ปิยศักดิ์ ย้อนถึงที่มาของสถานะดอลลาร์ว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายประเทศแข่งขันกันลดค่าเงินเพื่อเพิ่มความสามารถในการส่งออก จนเกิดความปั่นป่วนในระบบเศรษฐกิจโลก และนำไปสู่การประชุมที่เบรตตันวูดส์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF
ระบบดังกล่าวกำหนดให้สกุลเงินต่าง ๆ ผูกกับดอลลาร์ และดอลลาร์ผูกกับทองคำ โดยในขณะนั้นกำหนดมูลค่าทองคำไว้ที่ประมาณ 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน จะประกาศยุติการผูกดอลลาร์กับทองคำในเวลาต่อมา หลังสหรัฐฯ มีภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากจากสงครามเวียดนาม
แนวคิดในยุคนั้นสะท้อนผ่านคำกล่าวของรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ที่ว่า “Our Dollar, Your Problem” หรือดอลลาร์เป็นเงินของสหรัฐฯ แต่ปัญหาจากความผันผวนของดอลลาร์เป็นปัญหาของประเทศอื่น ซึ่งสะท้อนถึงอำนาจของสหรัฐฯ ในระบบการเงินโลก
ปัจจุบัน ทั้งมาตรการทางภาษี สงครามในตะวันออกกลาง และหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันสถานะของดอลลาร์ในฐานะเครื่องมือทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจในระยะยาว
‘หยวน’ ยังไม่ขึ้นแท่น เพราะจีนไม่เปิดเงินออกสู่โลก
ดร.ปิยศักดิ์ อ้างถึงมุมมองของ Kenneth Rogoff นักเศรษฐศาสตร์และอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ซึ่งศึกษาประวัติศาสตร์ของดอลลาร์และการแข่งขันจากสกุลเงินอื่น โดยที่ผ่านมาเคยมีหลายสกุลเงินที่ถูกมองว่าสามารถขึ้นมาท้าทายดอลลาร์ ทั้งรูเบิลของรัสเซีย เงินเยนของญี่ปุ่น ยูโร รวมถึงเงินหยวนของจีน
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีสกุลเงินใดสามารถขึ้นมาแทนที่ดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเงินหยวน ซึ่งมีศักยภาพสูงจากขนาดเศรษฐกิจจีนและปริมาณการค้าระหว่างจีนกับประเทศต่าง ๆ
ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า หากพิจารณาจากปริมาณการค้าระหว่างไทยกับจีน เงินหยวนควรมีบทบาทมากกว่าปัจจุบัน แต่จีนยังไม่ต้องการเปิดให้เงินหยวนออกไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโลก หรือทำให้เกิด Internationalization อย่างเต็มรูปแบบ เพราะกังวลถึงความผันผวนของเงินทุนไหลเข้าและไหลออก
ตัวอย่างสำคัญเกิดขึ้นในปี 2015 เมื่อเศรษฐกิจจีนเผชิญแรงกังวลและเงินหยวนอ่อนค่าลงอย่างมาก ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากประเทศ จีนจึงต้องใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมหาศาลเพื่อรับมือกับแรงเก็งกำไร โดยขณะนั้นจีนมีทุนสำรองประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์ และใช้ไปประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อดูแลค่าเงิน
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้จีนระมัดระวังการเปิดเสรีเงินทุนและการทำให้หยวนเป็นสกุลเงินหลักของโลกมากขึ้น ขณะที่ในทางปฏิบัติ เงินหยวนยังไม่ได้มีสภาพคล่องและการเข้าถึงในระดับเดียวกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ เช่น เยนหรือวอน
เมื่อเงินหยวนยังไม่สามารถขยายบทบาทได้เต็มที่ ดอลลาร์จึงยังคงครองความเป็นสกุลเงินหลัก และทำให้สหรัฐฯ สามารถใช้อำนาจทางการเงินระหว่างประเทศได้อย่างมาก
Stablecoin-CBDC ยังไม่เปลี่ยนเกมการเงินโลก
ส่วนความพยายามใช้คริปโทเคอร์เรนซีและ Stablecoin เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ในระบบการเงิน ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะประชาชนยังไม่ได้มีความเชื่อมั่นมากพอ ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกก็ไม่ต้องการสูญเสียอำนาจในการควบคุมระบบการเงิน
ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางหลายแห่งจึงเคยพัฒนาแนวคิด Central Bank Digital Currency หรือ CBDC ซึ่งเป็นเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง แต่ท้ายที่สุดหลายประเทศยังไม่ได้ผลักดันให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง เนื่องจากระบบการเงินแบบเดิมยังสามารถทำงานได้ และธนาคารกลางยังสามารถรักษาอำนาจในการกำกับดูแลระบบการเงินไว้ได้
สำหรับประเทศไทยก็เคยมีการพูดถึงการพัฒนาเงินดิจิทัลของธนาคารกลางเช่นกัน แต่แนวโน้มในระยะสั้นถึงระยะกลางยังเป็นการดำเนินงานผ่านระบบการเงินแบบเดิมมากกว่า
ดอลลาร์ยังเป็น “พระเจ้า” แต่ธนาคารกลางหันสะสมทองคำ
ดร.ปิยศักดิ์ สรุปว่า ในระยะสั้นถึงระยะกลาง ดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินหลักของโลก แม้การใช้งานอาจเริ่มลดลงบ้าง เนื่องจากธนาคารกลางหลายประเทศตระหนักว่า หากพึ่งพาดอลลาร์มากเกินไป สหรัฐฯ สามารถนำดอลลาร์มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจได้
สิ่งที่หลายประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยงคือการถือครองทองคำ โดยธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย มีการสะสมทองคำเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทองคำยังมีข้อจำกัด เนื่องจากไม่สามารถใช้แลกเปลี่ยนได้สะดวกเหมือนสกุลเงินทั่วไป และไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย จึงยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนดอลลาร์ได้โดยตรง
จีนต้อง “ยอมเสียสละ” หากต้องการเปลี่ยนขั้วการเงินโลก
ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า หากจีนต้องการเปลี่ยนดุลอำนาจทางการเงินของโลกอย่างแท้จริง จีนจำเป็นต้องยอมเปิดให้เงินหยวนหมุนเวียนออกนอกประเทศมากขึ้น
แนวทางหนึ่งคือการยอมให้เกิดการขาดดุลการค้ามากขึ้น โดยใช้เงินหยวนซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศ หรือเพิ่มการปล่อยเงินกู้และลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันจีนเริ่มดำเนินการมากขึ้นในบางภูมิภาค เช่น แอฟริกา แต่ยังไม่ถึงระดับที่จะทำให้เงินหยวนกลายเป็นสกุลเงินหลักของโลก
ดังนั้น ในระยะต่อไปความผันผวนของดอลลาร์ยังมีแนวโน้มเกิดขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ทั้งภาครัฐและภาคประชาชนอาจต้องกระจายความเสี่ยงผ่านสินทรัพย์อื่น เช่น ทองคำ เนื่องจากความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์เริ่มลดลงในบางส่วน
จากปอนด์สู่ดอลลาร์ การเปลี่ยนมหาอำนาจต้องใช้เวลา
ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านอำนาจของมหาอำนาจโลกไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว แม้สหรัฐฯ จะเริ่มลดความสำคัญลง และจีนมีขนาดเศรษฐกิจและศักยภาพทางทหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ดอลลาร์ยังเป็นจุดที่จีนตามหลังอยู่
ตัวอย่างในอดีตคือการเปลี่ยนผ่านจากอังกฤษมายังสหรัฐฯ แม้สหรัฐฯ จะมีขนาดเศรษฐกิจและกำลังทหารเพิ่มขึ้นจนเหนือกว่าอังกฤษแล้ว แต่กว่าที่โลกจะเปลี่ยนจากการใช้เงินปอนด์สเตอร์ลิงมาเป็นดอลลาร์อย่างชัดเจน ก็ต้องใช้เวลาจนถึงช่วงหลังสงครามโลก
เช่นเดียวกัน แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจค่อย ๆ ลดความสำคัญลง ขณะที่เศรษฐกิจจีนขยายตัวและมีบทบาทมากขึ้น แต่ดอลลาร์ยังมีแนวโน้มครองบทบาทสำคัญและเผชิญความผันผวนต่อไปอีกระยะ
อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตจีนยอมเปิดให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินระหว่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ และสามารถพัฒนาหยวนให้เป็นหนึ่งในสกุลเงินหลักของโลกได้จริง บทบาทและความสำคัญของดอลลาร์ก็มีแนวโน้มลดลงในระยะย




