การเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนกลับมาเป็นประเด็นที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตาอีกครั้ง หลังสหรัฐอเมริกาแสดงท่าทีสนับสนุนญี่ปุ่นในการดูแลค่าเงิน ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อทิศทางของเงินเยนแล้ว ยังเชื่อมโยงถึงค่าเงินบาท แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย และทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) วิเคราะห์ผ่านรายการ “สนามข่าว 96” ว่า การที่สหรัฐฯ เข้าร่วมกับญี่ปุ่นแทรกแซงค่าเงินเยน ถือเป็นความพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด หลังจากก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นใช้มาตรการส่งสัญญาณด้วยวาจา (Verbal Intervention) แต่ยังไม่สามารถหยุดการอ่อนค่าของเงินเยนได้
สหรัฐฯ หนุนญี่ปุ่นแทรกแซงค่าเงิน สร้างความเชื่อมั่นต่อตลาด
ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจโลกยังทำให้ตลาดเชื่อว่าเงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อ เนื่องจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อ ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังเผชิญข้อจำกัดในการขึ้นดอกเบี้ย เพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังเปราะบางกว่า
ภาวะดังกล่าวทำให้ตลาดยังคงมองว่าเงินเยนจะอ่อนค่า ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อญี่ปุ่น เนื่องจากประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและน้ำมัน ส่งผลให้ต้นทุนและเงินเฟ้อมีโอกาสเพิ่มขึ้น
ในช่วงแรก ญี่ปุ่นพยายามใช้การส่งสัญญาณว่าจะเข้าดูแลค่าเงิน แต่เมื่อไม่ได้ผล จึงต้องใช้มาตรการแทรกแซงจริง อย่างไรก็ตาม หากดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว ตลาดก็ยังไม่เชื่อมั่น เพราะปัจจัยพื้นฐานยังไม่เปลี่ยนแปลง
ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า จุดสำคัญคือการที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามาร่วมสนับสนุน ทำให้ตลาดรับรู้ว่าการแทรกแซงครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากญี่ปุ่นเพียงฝ่ายเดียว ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว หาก BOJ ยังไม่สามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยได้อย่างเป็นรูปธรรม เงินเยนก็มีโอกาสกลับมาอ่อนค่าอีก แม้เงินเฟ้อของญี่ปุ่นจะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ โดยอยู่เพียงราว 1-2% ขณะที่หลายประเทศยังอยู่ในระดับ 3-4%
เยนอ่อนหนุนตลาดหุ้นญี่ปุ่น แม้ค่าเงินยังเป็นความกังวล
แม้ค่าเงินเยนจะอ่อนตัว แต่กลับส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากมีรายได้จากต่างประเทศ เมื่อแปลงกลับเป็นเงินเยนจะมีมูลค่าสูงขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการและราคาหุ้นปรับตัวดีต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ค่าเงินเยนที่อ่อนยังช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เดินทางเข้าญี่ปุ่นมากขึ้น จนบางพื้นที่เริ่มเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง
ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่ได้อ่อนแออย่างที่หลายฝ่ายกังวล โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แม้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่เพียงประมาณ 0.6-0.7% ก็ตาม
เงินบาทแข็งขึ้นระยะสั้น แต่ระยะยาวยังมีข้อจำกัด
สำหรับค่าเงินบาท ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า การแข็งค่าของเงินเยนส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แต่หากมองภาพระยะยาว ค่าเงินบาทอาจไม่ได้แข็งค่ามากนัก
เขาระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีเงินบาทอ่อนค่าราว 6% ถือว่าอ่อนค่าเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค รองเพียงอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งกว่า ทั้งจากเงินทุนไหลเข้าตลาดทุน ตลาดหุ้น และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
ขณะเดียวกัน แม้การส่งออกของไทยเติบโตกว่า 20% แต่การนำเข้าขยายตัวถึงประมาณ 50% ทำให้ไทยยังขาดดุลการค้า ส่งผลให้มีเงินไหลออกบางส่วน ซึ่งหักล้างกับเงินทุนที่ไหลเข้าจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงกว่า 3% ทำให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าได้จำกัดในระยะยาว
ผู้ว่าการ ธปท. ส่งสัญญาณดูแลเศรษฐกิจควบคู่เสถียรภาพ
ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า จากการรับฟังวิสัยทัศน์ของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่ามีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการประคับประคองเศรษฐกิจมากขึ้น นอกเหนือจากภารกิจหลักในการดูแลเสถียรภาพด้านเงินเฟ้อ
ทั้งผู้ว่าการ ธปท. และผู้บริหาร ธปท. ต่างส่งสัญญาณว่าต้องการผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายราว 2% ในระยะกลาง พร้อมให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น
เศรษฐกิจไทยดีขึ้น แต่ยังโตแบบ K-Shape
ด้านแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า หลายสำนักวิจัยทยอยปรับประมาณการเศรษฐกิจดีขึ้น โดย ธปท. ประเมิน GDP ปีนี้ที่ 2.3% ขณะที่ InnovestX ยังคงคาดการณ์ไว้ในกรอบ 2-2.5% แม้จะมีโอกาสปรับเพิ่มจากปัจจัยบวกที่มากขึ้น
ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนว่า การส่งออก การนำเข้า และการลงทุนยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนที่ได้รับแรงหนุนจากกระแส AI และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ขณะที่การบริโภคทรงตัว ส่วนภาคการผลิตและการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
แบบจำลอง GDP Now ของ InnovestX ประเมินว่า GDP ไตรมาส 2 อาจขยายตัวใกล้ 3% สูงกว่าไตรมาสแรกที่เติบโต 2.7%
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเป็นลักษณะ K-Shape คือเติบโตเฉพาะบางภาคส่วน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี ขณะที่ภาคเกษตรและธุรกิจส่วนใหญ่ยังขยายตัวต่ำ ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการกระจายรายได้และความเหลื่อมล้ำที่ยังคงอยู่
เงินเฟ้อลดลง เปิดช่องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย
ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า InnovestX ได้ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.8% จากเดิมที่เคยประเมินไว้ใกล้ 3% เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อของไทยลดลงมากกว่าที่คาด แม้ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในต่างประเทศ
เขามองว่า เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ จึงยังมีพื้นที่ให้ ธปท. ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
เสนอ ธปท. ใช้มาตรการเชิงรุก หนุนภาคเศรษฐกิจแห่งอนาคต
ดร.ปิยศักดิ์ เห็นว่า นอกเหนือจากการดูแลลูกหนี้รายย่อย การกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) และการคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ธปท. ควรพิจารณาบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ
โดยอาจศึกษาแนวทางของธนาคารกลางจีน ที่ใช้เครื่องมือสินเชื่อเฉพาะกลุ่ม (Targeted Lending Facility) เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว ธุรกิจเอสเอ็มอี และภาคการผลิตที่มีศักยภาพ รวมถึงมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ซึ่งสามารถช่วยผลักดันการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจได้ แม้จะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างภาคธุรกิจ
AI ยังเป็นแรงขับหลักของเศรษฐกิจโลก
ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้นโยบายบางด้านของรัฐบาลสหรัฐฯ จะยังถูกตั้งคำถาม แต่กระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลก รวมถึงส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยผ่านการลงทุนและการค้า
อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม ทำให้หลายประเทศเผชิญการฟื้นตัวในลักษณะ K-Shape เช่นเดียวกับประเทศไทย ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐและธนาคารกลางต้องเร่งหาแนวทางลดความเหลื่อมล้ำและกระจายประโยชน์ของการเติบโตให้ทั่วถึงมากขึ้น
พบกับรายการ “สนามข่าว 96” ทุกวันจันทร์–วันศุกร์ เวลา 07.30–09.30 น.




