การเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) กำลังเดินมาถึงช่วงสุดท้าย แต่สิ่งที่น่าจับตาอาจไม่ใช่เพียงอัตราภาษีนำเข้า หรือการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมให้แก่กัน
เงื่อนไขที่อาจส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในระยะยาว นั่นคือ การผ่อนคลายข้อจำกัดการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจโทรคมนาคม
ประเด็นที่ปรากฏอยู่ในกรอบความตกลงการค้าไทย–สหรัฐฯ ที่ประกาศเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 โดยระบุชัดว่า ไทยจะผ่อนคลายข้อจำกัดการถือหุ้นของชาวต่างชาติสำหรับการลงทุนของสหรัฐฯ ในภาคโทรคมนาคม (Ease foreign ownership restrictions for U.S. investment in Thailand’s telecommunications sector)
ดูเหมือนเป็นการเปิดทางให้เงินลงทุนต่างชาติ แต่ในทางเศรษฐกิจและความมั่นคง โทรคมนาคมไม่ใช่ธุรกิจทั่วไป เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับระบบสื่อสารของประชาชน ภาคธุรกิจ ระบบการเงิน การบริหารราชการ ตลอดจนความมั่นคงของประเทศ
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะเปิดให้สหรัฐฯ เข้ามาลงทุนได้มากแค่ไหน แต่ ไทยอาจต้องเปลี่ยนกติกาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเพื่อแลกกับอะไร และจะเปิดอย่างไรโดยไม่สูญเสียอำนาจกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง
จากเพดานหุ้น 49% สู่แรงกดดันเปิดตลาด
หากพิจารณากฎหมายไทยในปัจจุบัน การประกอบธุรกิจโทรคมนาคมมีใบอนุญาต 3 ประเภท ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544
ใบอนุญาตแบบที่ 1 เป็นบริการที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง เช่น ผู้ให้บริการบางประเภทที่อาศัยโครงข่ายของผู้ประกอบการรายอื่น สามารถมีผู้ถือหุ้นต่างชาติได้ 100%
ใบอนุญาตแบบที่ 2 และแบบที่ 3 เกี่ยวข้องกับการให้บริการที่มีโครงข่ายหรือโครงสร้างพื้นฐานเป็นของตนเอง มีข้อจำกัดสำคัญคือผู้ขอรับใบอนุญาตต้องไม่เป็นคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
ในทางปฏิบัติ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการถือครองและดำเนินงานโครงข่ายโทรคมนาคมขนาดใหญ่จึงมีหลักเกณฑ์ให้ผู้ถือหุ้นไทยถือหุ้นมากกว่า 50% หรือมีสัดส่วนต่างชาติไม่เกิน 49%
ข้อมูลการทบทวนนโยบายการค้าของไทยโดยองค์การการค้าโลก (WTO) ระบุว่า ณ เดือนกรกฎาคม 2568 ประเทศไทยมีผู้ได้รับใบอนุญาตแบบที่ 1 จำนวน 513 ราย แบบที่ 2 จำนวน 40 ราย และแบบที่ 3 จำนวน 105 ราย โดยใบอนุญาตแบบที่ 1 ไม่มีเพดานการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ขณะที่ใบอนุญาตแบบที่ 2 และ 3 ต้องมีผู้ถือหุ้นไทยมากกว่า 50%
เส้นแบ่งสำคัญระหว่างการเปิดตลาดบริการโทรคมนาคม กับการเปิดให้ต่างชาติเข้ามามีอำนาจในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
หากรัฐบาลต้องการผ่อนคลายข้อจำกัดตามกรอบ ART จึงต้องตอบให้ได้ว่าจะผ่อนคลายในระดับใด เป็นการเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นจาก 49% เป็นระดับที่สูงขึ้น หรือเปิดให้ถือหุ้นเต็ม 100% ในกิจการบางประเภท ตลอดจนจะปรับปรุงกฎหมายและหลักเกณฑ์ของ กสทช. อย่างไร
เพราะคำว่าเปิดเสรี ไม่ได้แปลว่าต้องเปิดทุกกิจการด้วยเงื่อนไขเดียวกัน
สหรัฐฯ ต้องการอะไรจากตลาดโทรคมนาคมไทย?
เหตุผลของสหรัฐฯ มีทั้งมิติทางการค้าและการลงทุน
ธุรกิจโทรคมนาคมสหรัฐฯ มีผู้เล่นระดับโลกทั้งผู้ให้บริการโครงข่าย เทคโนโลยีสื่อสารผ่านดาวเทียม ระบบคลาวด์ และบริการดิจิทัล การลดข้อจำกัดด้านการถือหุ้นย่อมเพิ่มโอกาสให้บริษัทเหล่านี้เข้ามาลงทุนและขยายบริการในประเทศไทยได้สะดวกขึ้น
ประเด็นที่ทำให้การเจรจามีความละเอียดอ่อนมากขึ้น คือกรณีของ SpaceX และบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า SpaceX ต้องการเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยผ่านบริษัทที่ถือหุ้นโดยต่างชาติ 100% แต่รัฐบาลไทยไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับกฎหมายไทย ความมั่นคง และอธิปไตยทางดิจิทัล
บริการโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) เป็นประเด็นที่ไทยไม่ต้องการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาถือครองทั้งหมด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับอธิปไตยของประเทศ
ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แสดงจุดยืนว่าไทยเปิดรับ Starlink โดยต้องดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายไทย โดยยกตัวอย่างโครงสร้างผู้ถือหุ้นไทย 51% และต่างชาติ 49% รวมถึงต้องมีความร่วมมือและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการไทย
สะท้อนให้เห็นว่า การเจรจา ART ไม่ได้เป็นเพียงการหารือเรื่องสัดส่วนหุ้นในบริษัทโทรคมนาคม แต่ยังเกี่ยวข้องกับคำถามว่าใครจะเป็นผู้ควบคุมระบบสื่อสารที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศไทย
เปิดเสรีแล้วใครได้ ใครเสีย?
ในมุมเศรษฐศาสตร์ การเปิดตลาดมีโอกาสสร้างประโยชน์หลายด้าน
เงินลงทุนและเทคโนโลยีใหม่ การลดข้อจำกัดด้านการถือหุ้นอาจทำให้ผู้ประกอบการต่างชาติตัดสินใจลงทุนในไทยได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีดาวเทียม ระบบสื่อสารยุคใหม่ โครงข่ายเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรม (Private Network) ระบบ IoT และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
หากมีการแข่งขันด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ประเทศไทยก็มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดความรู้ พัฒนาบุคลากร และยกระดับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
เพิ่มการแข่งขัน แต่ไม่ได้รับประกันว่าค่าบริการจะถูกลง การมีผู้เล่นรายใหม่อาจเพิ่มแรงกดดันให้ผู้ให้บริการเดิมพัฒนาคุณภาพและราคา แต่ต้องไม่ลืมว่าธุรกิจโทรคมนาคมมีต้นทุนลงทุนสูง ทั้งคลื่นความถี่ เสาสัญญาณ สถานีฐาน สายเคเบิล และระบบบริหารจัดการโครงข่าย
หากเปิดให้ทุนต่างชาติเข้ามาซื้อกิจการหรือแข่งขันในตลาดที่มีผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย โดยไม่มีมาตรการส่งเสริมการแข่งขันที่เหมาะสม ผลลัพธ์อาจไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นเสมอไป
การเปิดเสรีจึงต้องมาพร้อมกติกาป้องกันการผูกขาด การเข้าถึงโครงข่ายอย่างเป็นธรรม และการกำกับดูแลการควบรวมกิจการ
ผู้ประกอบการไทยอาจเผชิญการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมีทั้งเงินทุน เทคโนโลยี ฐานลูกค้า และความสามารถในการลงทุนระยะยาวสูงกว่าผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก
หากเปิดตลาดโดยไม่มีมาตรการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ผู้ประกอบการไทยอาจกลายเป็นเพียงผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานหรือคู่ค้ารายย่อย ขณะที่มูลค่าเพิ่มจากเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลถูกส่งกลับไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ
ประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการโทรคมนาคมรายย่อย ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตท้องถิ่น และธุรกิจที่พึ่งพาการเข้าถึงโครงข่าย ความมั่นคงทางดิจิทัล ไม่ใช่เรื่องที่ฝากไว้กับตลาดได้ทั้งหมด สิ่งที่ต้องพิจารณาให้ลึกกว่าการลงทุน คืออำนาจควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน
ระบบโทรคมนาคมเป็นช่องทางส่งผ่านข้อมูลจำนวนมหาศาล ตั้งแต่ข้อมูลส่วนบุคคล การทำธุรกรรมทางการเงิน การสื่อสารภาครัฐ ไปจนถึงระบบสาธารณูปโภคและการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน
หากบริษัทต่างชาติสามารถควบคุมโครงข่ายหรือระบบสื่อสารสำคัญได้มากขึ้น รัฐไทยจะต้องมีเครื่องมือกำกับดูแลที่เพียงพอ ทั้งเรื่องความมั่นคงไซเบอร์ การเข้าถึงข้อมูล การเก็บรักษาข้อมูล การจัดการเหตุฉุกเฉิน และความต่อเนื่องของบริการ
โดยเฉพาะบริการดาวเทียมวงโคจรต่ำที่มีลักษณะข้ามพรมแดน ผู้ให้บริการสามารถควบคุมระบบจากต่างประเทศได้ และมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารเมื่อโครงข่ายภาคพื้นดินเกิดความเสียหาย
คำถามคือ หากเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ ภัยพิบัติ หรือสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐไทยจะสามารถกำกับให้บริการสื่อสารเหล่านี้ดำเนินต่อไปได้เพียงใด
นี่เป็นเหตุผลที่การเปิดเสรีโทรคมนาคมต้องไม่ถูกมองเป็นเพียงการแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มความสะดวกในการลงทุน แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับอำนาจอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ
ดีลภาษีแลกการเปิดตลาด ควรเปิดเผยเงื่อนไขต่อประชาชน
กรอบความตกลงเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ระบุว่า ไทยจะลดภาษีสินค้าสหรัฐฯ ประมาณ 99% ของรายการสินค้า ขณะที่สหรัฐฯ ระบุว่าจะคงอัตราภาษีต่างตอบแทนสินค้าไทยไว้ที่ 19% และให้สินค้าบางรายการได้รับอัตรา 0%
นอกจากเรื่องภาษีแล้ว ยังมีเงื่อนไขเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตร การยอมรับมาตรฐานรถยนต์และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จากสหรัฐฯ การถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดน การจัดเก็บภาษีบริการดิจิทัล ทรัพย์สินทางปัญญา และการผ่อนคลายข้อจำกัดการถือหุ้นในธุรกิจโทรคมนาคม
ART เป็นความตกลงที่ครอบคลุมมากกว่าการค้าสินค้า แต่เข้าไปแตะกติกาการกำกับดูแลเศรษฐกิจไทยหลายด้าน
รัฐบาลไทยระบุเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ว่าการเจรจาได้ข้อสรุปในสาระสำคัญแล้ว เหลือรายละเอียดทางเทคนิคที่ต้องดำเนินการต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมว่า การเจรจาเข้าสู่ช่วงสุดท้าย และคาดหวังว่าจะสามารถลงนามได้ในช่วงการเยือนเอเชียครั้งต่อไปของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
การประกาศกรอบความตกลงเมื่อปี 2568 ยังไม่ใช่ตัวบท ART ฉบับสมบูรณ์ และรายละเอียดเรื่องการเปิดเสรีโทรคมนาคมยังต้องพิจารณาจากข้อความในข้อตกลงฉบับสุดท้าย สิ่งที่ประชาชนควรได้รับรู้ไม่ใช่เพียงว่ารัฐบาลเจรจาภาษีได้เท่าไร แต่ต้องเห็นด้วยว่าไทยตกลงจะเปลี่ยนกติกาอะไรบ้าง ใครจะได้รับสิทธิประโยชน์ และประเทศไทยมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงอย่างไร
เปิดตลาดได้ แต่ต้องไม่เปิดอำนาจควบคุมประเทศ
การปิดกั้นการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมดไม่ใช่คำตอบ เพราะไทยต้องการเงินทุน เทคโนโลยี และการแข่งขันเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม การเปิดเสรีที่ดีต้องแยกให้ออกระหว่างการเปิดให้แข่งขันกับการเปิดให้ควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน
ไทยอาจพิจารณาผ่อนคลายการถือหุ้นในธุรกิจบางประเภทที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงข่ายสำคัญก่อน เช่น บริการดิจิทัล บริการเสริม หรือกิจการที่สามารถแยกออกจากโครงสร้างพื้นฐานหลักได้ ขณะเดียวกัน กิจการที่เกี่ยวข้องกับโครงข่ายหลัก ดาวเทียม และระบบสื่อสารฉุกเฉินควรมีมาตรการกำกับดูแลเฉพาะ
สิ่งที่รัฐบาลควรทำก่อนลงนามหรือก่อนนำข้อตกลงไปดำเนินการ คือ เปิดเผยรายละเอียดเงื่อนไขการถือหุ้นต่างชาติให้ชัดเจนว่าใช้กับกิจการประเภทใด และมีเพดานเท่าไร ประเมินผลกระทบต่อการแข่งขันและผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ให้บริการรายเล็กและรายใหม่ กำหนดหลักประกันด้านความมั่นคงไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูล และความต่อเนื่องของบริการ วางมาตรการป้องกันการผูกขาดและการใช้อำนาจเหนือตลาด
“ กำหนดเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศฃ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญก่อนปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ”
เพราะโทรคมนาคมไม่ใช่แค่ธุรกิจขายอินเทอร์เน็ตหรือสัญญาณโทรศัพท์ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเศรษฐกิจดิจิทัล
การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อาจเป็นโอกาสให้ไทยยกระดับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม แต่หากการเปิดตลาดเกิดขึ้นโดยไม่มีหลักประกันด้านการแข่งขันและความมั่นคง ประเทศไทยอาจได้เม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่สูญเสียอำนาจต่อรองในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่ออนาคตของตัวเอง
คำถามที่รัฐบาลต้องตอบจึงไม่ใช่แค่ “จะเปิดให้ต่างชาติถือหุ้นได้เท่าไร” แต่คือ “เมื่อเปิดแล้ว ประเทศไทยยังควบคุมอนาคตระบบสื่อสารของตัวเองได้มากแค่ไหน”




