กรมการขนส่งฯหาเหตุต่อใบอนุญาต‘แอปB’ ท่ามกลางเสียง‘ค้าน’จากผู้บริโภค

13 ก.ค. 2569 - 19:16

  • กรมการขนส่งทางบก เตรียมพิจารณาใบอนุญาตแอปB

  • แนวโน้มให้ต่ออายุใบอนุญาตแบบค้านสายตากรรมการ

  • คณะกรรมการฯเกร็ง ถูกจับตาว่าเอื้อประโยชน์ผู้ประกอบการมากกว่าผู้บริโภค

กรมการขนส่งฯหาเหตุต่อใบอนุญาต‘แอปB’ ท่ามกลางเสียง‘ค้าน’จากผู้บริโภค

กรมการขนส่งทางบก เตรียมประชุมพิจารณาเหตุผลและคำชี้แจงต่อสาธารณะถึงการเลือกต่อใบอนุญาตให้แอปเรียกรถ‘B’ กลางสัปดาห์นี้แบบค้านสายตากรรมการ หลังเลยกำหนดผ่อนผันครั้งที่ 2 มาแล้วเมื่อ 11 กรกฎาคม วงในเผยคณะกรรมการฯ‘เกร็งหนัก’เพราะถูกจับตาจากสาธารณชนว่าเอื้อประโยชน์ให้เอกชนมากกว่าผู้บริโภค และหวั่นข้อครหาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กฏหมายไทยอยู่ใต้ทุนต่างชาติ

แหล่งข่าวจากกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการเตรียมการพิจารณาการต่อใบอนุญาตให้บริการแอปเรียกรถให้กับ ‘แอปB’ซึ่งครบกำหนดการอนุโลมผ่อนผันครั้งที่ 2 มาแล้วเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ถือเป็นการยืดระยะเวลาการต่อใบอนุญาตจากขบ.ต่อ‘แอปB’ เป็นครั้งที่ 2 นับจากวันที่ 11 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันครบวันหมดอายุของใบอนุญาตครั้งแรก ซึ่งระหว่างนั้นเกิดคดีสะเทือนขวัญต่อผู้บริโภคโดยคนขับของแอป B ขบ.จึงเลื่อนวันครบกำหนดที่ต้องต่อใบอนุญาตไปเป็นวันที่ 11 มิถุนายน และหลังจากนั้นก็มีการยืดระยะเวลาออกไปอีกครั้งเป็นวันที่ 11 กรกฎาคม โดยอ้างว่ามีเอกสารจำนวนมากที่ต้องพิจารณา แต่ในระหว่างนั้นก็มีการผ่อนผันให้แอป B ให้บริการได้ตามปกติแม้ไม่มีใบอนุญาตฯรองรับ

โดยเงื่อนไขหนึ่งในสิ่งที่ ขบ.ระบุให้แอป B ต้องดำเนินการคือ ระบบการคัดกรองคนขับและการต้องมีใบขับขี่สาธารณะเพื่อให้มีหลักฐานต่อกระบวนการทางกฎหมายในการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม  เพื่อให้ได้รับการรับรองจากขบ.ว่ามีสุขภาพและประวัติพร้อมให้บริการ และต้องไม่รับคนใหม่ที่ไม่มีใบขับขี่สาธารณะเข้าระบบเลย ต้องไม่มีคนใหม่เข้ามาในระบบเด็ดขาด

ซึ่งขบ.จะให้เวลาคนที่อยู่ในระบบทำใบขับขี่ถึงวันที่ 30 กันยายน หลังจากนั้นแล้วในระบบหากยังมีผู้ให้บริการที่ไม่มีใบขับขี่สาธารณะอยู่จะมีระบบให้ขบ.หักคะแนน และจะดำเนินการไม่ให้แอปฯให้บริการในหมวดนี้ชั่วคราว แต่ทั้งหมดนี้จะต้องมีการสื่อสารและแจ้งกับประชาชนก่อนว่าแอปนี้ยังมีผู้ให้บริการที่ไม่มีใบขับขี่เท่าไร ได้รับเรื่องร้องเรียนมาจำนวนเท่าไร จนเกินกว่าที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขจึงจะมีมาตรการหยุดให้บริการ

ก่อนหน้านี้ ขบ.เคยมีการประชุมฯกับแอป Bและได้รับรายงานว่าได้มีการดำเนินการเอารายชื่อผู้ขับขี่ของแอปออกจากระบบไปแล้วถึงกว่า 7 หมื่นรายแต่ยังไม่ทราบว่าจำนวนผู้ขับขี่อย่างถูกกฏหมายของแอปมีอยู่เท่าไหร่

‘แต่เนื่องจากสาเหตุที่แอป B ไม่ได้รับการต่อใบอนุญาตให้บริการที่สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมนั้น สืบเนื่องมาจากเกิดการก่อคดีหลายครั้งจากพฤติกรรมของคนขับและไรเดอร์ในระบบที่ก่อเหตุกับผู้โดยสาร ทั้งวิวาท ทำร้ายร่างกาย ล่วงละเมิดทางเพศ ฯลฯ ซึ่งค่อนข้างหนักอยู่ เมื่อขบ.จะพิจารณาให้ต่อใบอนุญาตคณะกรรมการในขบ.ก็เกร็งกัน เพราะก่อนหน้านี้ก็ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์หนัก แต่ในเมื่อถึงกำหนดที่ต้องพิจารณาจึงต้องให้คำอธิบายต่อสังคมให้ได้ดีที่สุดว่าเหตุผลต่อให้เค้าแบบไม่มีบทลงโทษใดใดเลยคืออะไร’

กังวลเกิดมาตรฐานใหม่ ภาครัฐไทย‘เลือกปิดตา’

แหล่งข่าวจากวงการผู้ประกอบการธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศไทยกล่าวว่า กรณีแอปB ไม่ใช่แค่เรื่องแอปเรียกรถใบอนุญาตหมดอายุ  คนขับไม่มีใบอนุญาตสาธารณะ หรือเรื่องระบบหลังบ้านของแพลตฟอร์มต่างชาติที่รัฐไทยตรวจสอบไม่ได้ แต่มันกำลังกลายเป็นประเด็นว่า กฎหมายไทยโดยเฉพาะกฏหมายด้านแพลตฟอร์มดิจิทัลในวันนี้ ยังมีน้ำหนักและทันสมัยพอจะบังคับใช้กับแพลตฟอร์มต่างชาติหรือไม่

โดยที่ก่อนหน้านี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ในฐานะผู้รับจดทะเบียนแพลตฟอร์มแอปเรียกรถเคยระบุถึงกรณีการจัดการกับแอปเรียกรถที่ก่อคดีกับผู้บริโภคว่า ดีอีเป็นเพียงผู้รับจดทะเบียนให้แพลตฟอร์มเท่านั้น แต่ไม่สามารถดำเนินการเอาผิดหรือเรียกร้องความรับผิดชอบใดๆกับแพลตฟอร์มแอปได้ เพราะกฏหมายที่มีกระทรวงฯและหน่วยงานในสังกัดตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรในลักษณะนั้นได้

‘ประเด็นที่ได้รับการจับตากันในแวดวงตอนนี้คือ ต่อไปจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของไทยหรือไม่ ที่เมื่อธุรกิจดิจิทัลข้ามชาติเข้ามาพร้อมภาพลักษณ์นวัตกรรม แต่พอสร้างปัญหาให้ผู้บริโภคในประเทศ ก็จะมีแรงกดดันบางอย่าง จนหน่วยงานภาครัฐไทยต้องเลือกที่จะถอย และผ่อนผัน ปล่อยให้ประชาชนรับความเสี่ยงกันเองต่อไป อย่างเคสแอปเรียกรถ B ถือเป็นตัวอย่างที่อาจกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ควรจะมีนี้ต่อไป’

ทั้งนี้มีการเปรียบเทียบว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับมาตรฐานสากล เช่น ในกรุงลอนดอน (TfL) ที่สั่งเพิกถอนและปฏิเสธการต่อใบอนุญาตของ Uber ทันทีที่ตรวจพบว่าระบบคัดกรองประวัติคนขับมีความหละหลวม

ในขณะที่แอป B  มีเหตุการณ์ก่อคดีค่อนข้างร้ายแรง เช่น เหตุการณ์คนขับทำร้ายร่างกายนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นย่านอโศก และคดีไรเดอร์ล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนหญิงจนต้องกระโดดหนีจากรถ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าผู้ก่อเหตุไม่มีแม้กระทั่งใบขับขี่สาธารณะ บางรายมีการสวมไอดี แสดงให้เห็นถึงการละเลยระบบการคัดกรองประวัติคนขับ และขาดความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างสิ้นเชิง จนนำไปสู่ภัยอันตรายที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้บริการ แต่กลับไม่มีมาตรการลงโทษใดๆจาก ขบ.เลย มีเพียงชะลอการต่อใบอนุญาตให้เท่านั้นแต่ก็สามารถเปิดให้บริการประชาชนได้แม้ไม่มีใบอนุญาตได้จนถึงขณะนี้

‘นี่คือภาวะอันตรายของรัฐสมัยใหม่ที่มีการพูดเรื่องอธิปไตยทางดิจิทัลกันอย่างสวยหรู แต่เมื่อเจอแพลตฟอร์มต่างชาติก่อปัญหาจริงกลับกำกับไม่ได้ ตรวจสอบไม่ได้ สั่งหยุดก็ไม่ได้ หรือไม่กล้าสั่งหยุด’

ทั้งนี้มีการระบุถึงกรณีการบริหารจัดการแอป B ที่เป็นกรณีตัวอย่างในครั้งนี้ว่า มี 4 จุดคือ จุดแรกอำนาจกำกับกระจัดกระจายจนไม่มีเจ้าภาพจริง โดยกรมการขนส่งทางบกดูรถและคนขับ กระทรวงดีอีและ ETDA ดูแพลตฟอร์ม ตำรวจดูคดีอาญา แต่เมื่อเกิดปัญหาจริง กลับไม่มีใครสามารถตอบประชาชนได้อย่างชัดเจนว่าใครมีอำนาจสั่งหยุด ใครต้องรับผิด และใครต้องลงนาม

จุดที่สองคือ รัฐไทยไม่มีข้อมูลเท่ากับแพลตฟอร์ม  ถ้าแพลตฟอร์มถือข้อมูลคนขับ จำนวนบัญชี ทะเบียนรถ ประวัติการรับงาน การใช้บัญชีแทนกัน และข้อมูลความเสี่ยงไว้เอง แต่รัฐไม่มีระบบ audit แบบจริงจัง การกำกับก็จะกลายเป็นเพียงละครหลังเกิดเหตุรอให้มีคดี รอให้มีผู้เสียหาย รอให้สังคมโวย แล้วค่อยเรียกมาชี้แจง

จุดที่สาม กฎหมายไทยมีแต่การบังคับใช้ไม่เด็ดขาด การมีประกาศ การมีเงื่อนไข การมีขั้นตอน 30 วัน 60 วัน 90 วัน ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย หากทุกครั้งที่ถึงเวลาต้องใช้กฎหมายจริง รัฐกลับเลือกคำว่า ‘อนุโลม’ , ‘รอพิจารณา’ , ‘ให้โอกาสแก้ไข’ หรือ ‘อยู่ระหว่างประสานงาน’

และจุดที่สี่ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการทูตอาจกำลังทับซ้อนกับความปลอดภัยของประชาชนที่มีสิทธิที่จะกังวลว่า เมื่อกระทรวงดีอีพูดเรื่อง AI ความมั่นคง การประเมินความเสี่ยง ความปลอดภัยข้อมูล และการรับมือภัยดิจิทัล แต่กรณีแพลตฟอร์มเรียกรถซึ่งมีข้อมูลการเดินทางของประชาชนจำนวนมาก กลับยังไม่มีคำตอบหนักแน่นว่า รัฐไทยตรวจสอบอะไรได้บ้าง สั่งอะไรได้บ้าง และลงโทษอะไรได้จริง

‘รัฐพูดเรื่อง AI ระดับชาติ แต่ยังตอบไม่ได้ว่าแพลตฟอร์มเรียกรถต่างชาติที่หมดใบรับรองแล้วควรหยุดหรือไม่ รัฐพูดเรื่องความมั่นคงดิจิทัล แต่ยังไม่ชัดว่าข้อมูลการเดินทางของคนไทยถูกกำกับอย่างไร รัฐพูดเรื่องความปลอดภัย แต่ผู้โดยสารยังต้องเสี่ยงกับคนขับที่อาจไม่ผ่านระบบตรวจสอบตามมาตรฐาน รัฐพูดเรื่องกฎหมายดิจิทัล แต่การบังคับใช้จริงกลับช้า อ่อน และเต็มไปด้วยข้อยกเว้น’ แหล่งข่าววงการดิจิทัลกล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์