ACSC ผนึกตำรวจสอบสวนกลาง ปปง. และ ก.ล.ต. ขยายผลเครือข่ายฟอกเงินข้ามโลก พบใช้ธนาคาร กองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนนำเงินกลับมาในรูปเงินลงทุนเข้าถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนไทย ยึด อายัดหุ้นชั่วคราวกว่า 14,808 ล้านบาท พร้อมตรวจค้น 4 จุด เร่งขยายผลเส้นทางเงินและติดตามทรัพย์สินที่อาจถูกซุกซ่อน
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายมหากาพย์ ฟอกเงินข้ามโลก” ขยายผลเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่านำเงินจากการกระทำความผิดเข้าสู่ระบบการเงินระหว่างประเทศ ก่อนแปรสภาพเป็นเงินลงทุนเพื่อเข้าถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการ ACSC เปิดเผยว่า จากการสืบสวนพบเครือข่ายใช้บัญชีธนาคารและกองทุนในต่างประเทศหลายชั้น เพื่อปกปิดแหล่งที่มาของเงินและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง ก่อนโอนเงินกลับเข้าประเทศไทยในลักษณะธุรกรรมเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลของสิงคโปร์ เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและโครงสร้างการถือครองหลักทรัพย์
เจ้าหน้าที่ระบุผู้ต้องหา 7 ราย โดย 6 รายหลบหนีอยู่ต่างประเทศและอยู่ระหว่างขออนุมัติศาลออกหมายจับ ประกอบด้วย นายเบน (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี นายยิม (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี น.ส.แคทรียา อายุ 40 ปี น.ส.สุภารัตน์ อายุ 45 ปี นายยูจีน อายุ 48 ปี และนายไคปิง อายุ 42 ปี ส่วนผู้ต้องหารายที่ 7 คือ นายณัฐกร อายุ 40 ปี ถูกดำเนินคดีแล้ว

จากข้อมูลการสืบสวน เจ้าหน้าที่ระบุว่าผู้ต้องหาแต่ละรายมีบทบาทแตกต่างกัน โดยนายเบนถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ตัดสินใจและสั่งการ นายยิมเกี่ยวข้องกับการควบคุมช่องทางธนาคารและกองทุน ขณะที่นายยูจีนเกี่ยวข้องกับการบริหารกองทุนในสิงคโปร์ รวมถึงการจัดโครงสร้างผู้ลงทุนและแหล่งเงิน ส่วนน.ส.แคทรียาและน.ส.สุภารัตน์ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการถือผลประโยชน์แทนบุคคลอื่น ขณะที่ผู้ต้องหารายอื่นมีบทบาทเกี่ยวกับการถือผลประโยชน์ การประสานงานด้านกองทุน ผู้ลงทุน และเอกสาร โดยเจ้าหน้าที่ยังคงขยายผลตรวจสอบ
ผู้ต้องหาทั้ง 7 รายถูกกล่าวหาในความผิดเกี่ยวกับการร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันเพื่อฟอกเงิน การร่วมกันเป็นอั้งยี่ ตลอดจนการถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และการไม่รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ต่อ ก.ล.ต. ภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ข้อกล่าวหายังอยู่ในกระบวนการตามกฎหมาย

เปิดเส้นทางเงินผ่าน 3 ช่วง ก่อนโยงลงทุนหุ้นไทย
ผลการสืบสวนพบรูปแบบการเคลื่อนย้ายเงินผ่านหลายประเทศ โดยช่วงปี 2562-2564 เครือข่ายใช้บัญชีส่วนตัว บัญชีบุคคลในครอบครัว และบัญชีนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นช่องทางรับและโอนเงิน โดยพบเงินที่เชื่อมโยงกับการฉ้อโกงออนไลน์เข้าสู่บัญชีของนายยิม ก่อนส่งต่อไปยังบัญชีอื่นที่เกี่ยวข้อง ต่อมาในช่วงต้นปี 2565 บัญชีบางส่วนถูกอายัด
ช่วงปี 2565-2566 เครือข่ายปรับรูปแบบการโอนเงิน โดยใช้บัญชีในกัมพูชาโอนเงินมายังบัญชีที่เกี่ยวข้องในไทย ก่อนส่งต่อไปยังกองทุนในสิงคโปร์ภายในเวลาไม่กี่วัน
ส่วนช่วงปี 2567-2568 เจ้าหน้าที่ตรวจพบธุรกรรมจากธนาคารในกัมพูชาไปยังกองทุน CAI ในสิงคโปร์ มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งมีลักษณะภายนอกคล้ายธุรกรรมปกติระหว่างธนาคารกับกองทุน ก่อนพบความเชื่อมโยงของเงินดังกล่าวกับการลงทุนในหุ้นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ของไทย
การตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสิงคโปร์พบข้อบ่งชี้ว่า ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงของเงินลงทุนเชื่อมโยงกับบุคคลในเครือข่ายเดียวกัน เจ้าหน้าที่จึงขยายผลตรวจสอบทั้งแหล่งที่มาของเงิน ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง และการปฏิบัติตามกฎหมายหลักทรัพย์
ยึด อายัดหุ้นกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ทรัพย์สินรวมทะลุ 2.1 หมื่นล้านบาท
การติดตามทรัพย์สิน คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดและอายัดหุ้นไทยที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายไว้ชั่วคราว มูลค่ารวมกว่า 14,808 ล้านบาท ขณะที่ทรัพย์สินอื่นที่ถูกยึดและอายัดประกอบด้วยเรือยอชต์ รถยนต์ เงินฝาก และที่ดิน ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินที่ดำเนินการรวมกว่า 21,000 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลแพ่ง และ ปปง. อยู่ระหว่างดำเนินการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุด ตรวจยึดเอกสารเกี่ยวกับเส้นทางการเงินและการลงทุน อาทิ สัญญากู้ยืมเงิน สัญญาซื้อขายหุ้น และเอกสารเกี่ยวกับกองทุนหุ้น 6 แฟ้ม พร้อมอุปกรณ์จัดเก็บสินทรัพย์ดิจิทัล Ledger และอุปกรณ์ยืนยันตัวตน 3 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง แท็บเล็ต 1 เครื่อง และแฟลชไดรฟ์ 1 อัน เพื่อนำไปตรวจพิสูจน์และขยายผลไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงติดตามทรัพย์สินที่อาจยังถูกซุกซ่อน
คดีนี้สะท้อนความซับซ้อนของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจข้ามชาติ เมื่อเงินที่ได้จากการกระทำความผิดอาจถูกเคลื่อนย้ายผ่านระบบธนาคารและกองทุนหลายประเทศ ก่อนกลับเข้าสู่ตลาดทุนในรูปเงินลงทุนจากต่างประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมุ่งตัดวงจรเงินผิดกฎหมาย ป้องกันการใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางฟอกเงิน และรักษาความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย




