ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความมั่นคงด้านพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ การขยายความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาสำคัญนอกภูมิภาคถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน โดยเฉพาะความร่วมมือกับรัสเซีย ซึ่งมีบทบาททั้งในด้านพลังงาน เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และความมั่นคงทางอาหาร
ล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติเห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน–รัสเซีย สมัยพิเศษ จำนวน 4 ฉบับ เพื่อให้ผู้นำอาเซียนร่วมรับรองในการประชุมที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย วันที่ 18 มิถุนายน 2569 โดยมุ่งยกระดับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนและรัสเซียในระยะยาว ครอบคลุมความร่วมมือด้านพลังงาน เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เทคโนโลยี วัฒนธรรม และความมั่นคง
ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เอกสารทั้ง 4 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 “อาเซียน–รัสเซีย: เอกภาพในความหลากหลาย – 35 ปี ร่วมกัน” ซึ่งยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาค รวมถึงความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน พลังงาน อาหาร การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI)
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน ซึ่งมุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีไฮโดรเจน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาค เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในอนาคต
อีกหนึ่งเอกสารสำคัญ คือ ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม ที่เน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การแลกเปลี่ยนทางศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ และดนตรี รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านวัฒนธรรม ซึ่งอาจช่วยเปิดโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย
ขณะที่ร่างแผนดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-รัสเซีย ระยะปี 2026-2030 จะเป็นกรอบความร่วมมือระยะยาวใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม-วัฒนธรรม ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การค้าและการลงทุน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การคมนาคม การเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ การย้ายถิ่นฐาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เอกสารทั้ง 4 ฉบับไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซียในหลากหลายสาขา
ความร่วมมือดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการเปิดโอกาสทางการค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพลังงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนช่วยเสริมบทบาทของไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนในการเชื่อมโยงความร่วมมือกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจนอกภูมิภาคท่ามกลางการแข่งขันและความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น




