BARAK MX เขี้ยวเล็บใหม่กองทัพไทย

7 ธ.ค. 2568 - 10:14

  • BARAK MX ได้รับการยอมรับจาก 7-8 ประเทศทั่วโลกและมีประสิทธิภาพพิสูจน์แล้วในสนามรบจริง

  • ไทยและสโลวาเกียเป็นประเทศล่าสุดที่จะเพิ่ม BARAK MX เข้าสู่ระบบป้องกันประเทศ

  • ต้นทุนการจัดหาและบำรุงรักษาสูง

BARAK MX เขี้ยวเล็บใหม่กองทัพไทย

เมื่อภัยคุกคามทางอากาศเปลี่ยนแปลงไป ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบเดิมๆ ไม่สามารถตอบสนองความท้าทายใหม่ได้อีกต่อไป จากโดรนไร้คนขับไปจนถึงขีปนาวุธข้ามทวีป ความต้องการระบบป้องกันที่ครบครันและยืดหยุ่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนสำหรับนานาประเทศทั่วโลก

การก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของระบบป้องกันภัยทางอากาศ

ระบบ BARAK MX พัฒนาโดย Israel Aerospace Industries (IAI) เป็นตัวแทนของการปฏิวัติในวงการระบบป้องกันภัยทางอากาศ ตั้งแต่เริ่มใช้งานจริงในปี 2559 ระบบนี้ได้รับการยอมรับจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน มีอย่างน้อย 7-8 ประเทศใน 4 ทวีปที่เลือกใช้เทคโนโลยีนี้

การตัดสินใจของไทยและสโลวาเกียในการจัดหา BARAK MX เมื่อเร็วๆ นี้ สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในระดับสากลของระบบนี้ สโลวาเกียลงนามสัญญาจัดหามูลค่า 560 ล้านยูโร ขณะที่ไทยอนุมัติง예산 3,440.37 ล้านบาทสำหรับการจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศสมัยใหม่นี้

barak-mx-the-new-claws-of-the-thai-army-SPACEBAR-Photo V02.jpg

สถาปัตยกรรมแบบเครือข่ายที่เปลี่ยนแปลงหลักการทำงาน

สิ่งที่ทำให้ BARAK MX แตกต่างจากระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบดั้งเดิมคือการออกแบบแบบเครือข่าย (Network-Centric) ที่ช่วยให้หน่วยต่างๆ สามารถเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลกันได้อย่างไร้รอยต่อ แตกต่างจากระบบเก่าที่ทำงานแยกเดี่ยวและมีข้อจำกัดในการเชื่อมต่อ

การออกแบบแบบโมดูลาร์ (Modular Design) ช่วยให้กองทัพสามารถปรับแต่งระบบตามความต้องการเฉพาะของตน ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันทางบก ทางเรือ หรือการปฏิบัติการข้ามขอบเขต ความยืดหยุ่นนี้กลายเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้หลายประเทศเลือกใช้ BARAK MX

ครอบครัวขีปนาวุธสกัดกั้นที่ออกแบบเฉพาะทาง

ขีปนาวุธสกัดกั้นของ BARAK MX แบ่งออกเป็น 3 รุ่นหลัก คือ BARAK Medium Range (MR) ที่มีระยะการยิงได้ถึง 35 กิโลเมตร BARAK Long Range (LR) ที่ยิงได้ไกลถึง 70 กิโลเมตร และ BARAK Extended Range (ER) ที่มีระยะสูงสุดถึง 150 กิโลเมตร

จุดเด่นสำคัญของขีปนาวุธเหล่านี้คือการออกแบบเฉพาะสำหรับการยิงจากพื้นสู่อากาศตั้งแต่ต้น ไม่เหมือนระบบอื่นๆ ที่นำขีปนาวุธอากาศสู่อากาศมาดัดแปลง การออกแบบเฉพาะทางนี้ทำให้สามารถใช้หัวรบและเรดาร์ติดตามเป้าหมายขนาดใหญ่กว่า ส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการทำลายเป้าหมายสูงกว่า

barak-mx-the-new-claws-of-the-thai-army-SPACEBAR-Photo V03.jpg

เซ็นเซอร์และระบบเรดาร์ล้ำสมัย

ระบบ BARAK MX ใช้เรดาร์ที่พัฒนาโดย ELTA Systems ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ IAI โดยมีทั้ง ELM-2084 Multi-Mission Radar และ ELM-2138 MMR ที่ใช้เทคโนโลยี Active Electronically Scanned Array (AESA) พร้อมการประมวลผลแกลเลียมไนไตรด์

เรดาร์เหล่านี้สามารถตรวจจับและติดตามเป้าหมายในระยะไกลถึง 460 กิโลเมตร สร้าง "ร่มกันฝน" ด้านการเฝ้าระวังที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าระยะการยิงของขีปนาวุธเป็นอย่างมาก ทำให้สามารถเตือนภัยล่วงหน้าและวางแผนการป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประสิทธิภาพที่พิสูจน์แล้วในสนามรบจริง

จุดขายที่สำคัญที่สุดของ BARAK MX คือประสบการณ์การใช้งานจริงในสนามรบ โดยเฉพาะในปฏิบัติการ Rising Lion ของอิสราเอลเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 ที่ระบบสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธของอิหร่านได้สำเร็จ

ทางเรือ ระบบ Barak Magen ซึ่งเป็นรุ่นสำหรับเรือรบของตระกูล BARAK MX ได้พิสูจน์ตัวเองด้วยการสกัดกั้นโดรนไร้คนขับ 8 ลำจากอิหร่านในเดือนกรกฎาคม 2565 ส่วนอาเซอร์ไบจานก็มีรายงานว่าใช้ BARAK MX สกัดกั้นขีปนาวุธ Iskander ของฝ่ายตรงข้ามได้สำเร็จ

กองทัพอากาศเดินหน้าเต็มตัว

 การจัดซื้อ BARAK MX ของกองทัพไทย ใกล้ความเป็นจริง โดยคาดว่า งบประมาณที่จะใช้อยู่ที่ 3.4 พันล้านบาท โดยน่าจะเข้าประจำการได้ประมาณปี 2572 จุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางความมั่นคง โดยเฉพาะการป้องกันฐานทัพ ทางทหาร ด้วยความสามารถในการ ตรวจจับ ติดตาม สกัดกั้นภัยคุกคาม แผนการจัดซื้อมีมานานแล้วโดยอยู่ในสมุดปกขาวของกองทัพอากาศ โครงการพัฒนาการป้องกันฐานที่ตั้งทางทหาร (IADS) เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันภัยความมั่นคง และเสริมศักยภาพในการเตือนภัยล่วงหน้า รวมถึงความสามารถในการตอบโต้เชิงรุก

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์