จับตาธุรกิจน้ำมัน เมื่อ ‘บางจาก ได้ ESSO’ เข้าเสริมทัพ

17 เม.ย. 2566 - 11:46

  • ดีล BCP ซื้อกิจการ ESSO ขึ้นแท่นโรงกลั่นเบอร์ 1

  • ผู้บริหาร ชี้ ไม่เพียงเสริมแกร่งให้ธุรกิจบางจาก แต่ยังจะช่วยเสริมความมั่นคงพลังงานไทย จากความสามารถในการผลิตที่สูงขึ้น

BCP_ESSO_Exxon_Mobil_Number_1_oil_refinery_gas_station_non_oil_SPACEBAR_Hero_fd4b54374e.jpeg
กล่าวได้ว่า การเข้าซื้อหุ้น 65.99% จาก บมจ. เอสโซ่ (ประเทศไทย) หรือ ESSO ของ บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น หรือ BCP สร้างแรงกระเพื่อมในวงการค้าน้ำมันไทย ไม่น้อย เพราะเมื่อเมิร์ซสินทรัพย์เดิม เข้ากับทรัพย์ใหม่ที่ได้มา นับๆ ดูแล้ว จัดได้ว่าเป็นการนำเข้ามาเสริมแกร่งต่อยอดการเติบโตได้ทันที ทั้งธุรกิจโรงกลั่น สถานีบริการน้ำมัน และธุรกิจ non-oil ทั้งหลาย 

เบื้องต้นที่เห็นชัด ดีล BCP & ESSO ทำให้บางจากกลายเป็นโรงกลั่น เบอร์ 1 ในไทย ส่วนสถานีบริการ ที่แต่เดิมมี 1,300 สาขา เมื่อรวมปั๊มเอสโซ่เข้ามา 700-800 สาขา ขึ้นทันที 2,100 สาขา ขยับจี้เบอร์ใหญ่ของประเทศแล้ว อีกด้านสำคัญ ยังเป็นส่วนเสริมความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ  

เรื่องนี้ ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) เผยในวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 นอกจากมติที่ประชุมฯ อนุมัติการเข้าซื้อหุ้นสามัญและการทำคำเสนอซื้อ (Tender offer) หลักทรัพย์ที่เหลือทั้งหมดใน ESSO ซึ่งเป็นรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทฯ แล้ว ยังเผยหลักใหญ่ใจความของดีลที่เกิดขึ้น ว่า จะเป็นการเสริมแกร่งให้ธุรกิจมีความใหญ่ขึ้น เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีธุรกิจหลักที่ใกล้เคียงกัน คือสถานีบริการน้ำมันและโรงกลั่น รวมถึงบริการที่หลากหลาย 

โดยที่ธุรกิจโรงกลั่นนั้น ปัจจุบัน BCP มีโรงกลั่นแบบ Complex Refinery กำลังการผลิตสูงสุด 120,000 บาร์เรลต่อวัน ส่วนโรงกลั่นของ ESSO มีกำลังการผลิตสูงสุด 174,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งหลังจากกระบวนการเข้าซื้อกิจการสำเร็จ จะทำให้มีกำลังการผลิตรวม 294,000 บาร์เรลต่อวัน ถือเป็นกำลังการผลิตที่สูงสุดในประเทศไทย 

ผลของการควบรวม ยังทำให้ขนาดธุรกิจ BCP ใหญ่ขึ้น มีทรัพย์สิน (Asset) ที่สามารถหารายได้ได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลถึงผลประกอบการของบริษัท ที่ดีมากขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลชัดเจนในผลประกอบการปี 2567 เป็นต้นไป  

ผลดีที่สำคัญอีกด้าน คือ ‘การบริหารงานร่วมกัน’ ที่จะสามารถช่วย ‘ลดต้นทุน’ ทั้งจากด้านราคาวัตถุดิบ และด้านต้นทุนการขนส่ง ที่สามารถลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนลงได้ ทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ตามที่ผู้บริหาร BCP เคยคาดการณ์ไว้ว่า จะลดค่าใช้จ่ายลงได้ประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาทต่อปี 

ล่าสุด BCP แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2566 (11 มกราคม 2566) ซึ่งได้พิจารณาและอนุมัติการเข้าซื้อหุ้นและทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ บมจ. เอสโซ่ (ประเทศไทย) หรือ ESSO โดยทำการเข้าซื้อหุ้นสามัญโดยตรง จำนวน 2,283.75 ล้านหุ้น คิดเป็น 65.99% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด จากผู้ขาย คือ บริษัท ExxonMobil Asia Holding Pte.Ltd.  

การเข้าทำธุรกรรมดังกล่าว เป็นการเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 65.99 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ เอสโซ่จาก ExxonMobil โดยมีมูลค่ากิจการ 55,500 ล้านบาท และมีกลไกการปรับราคาซื้อขายหุ้นตามที่ระบุในสัญญาซื้อขายหุ้น ทั้งนี้ หากอ้างอิงตามงบการเงินสอบทานในไตรมาส 3/2565 ของเอสโซ่ จะได้ราคาเบื้องต้นประมาณ 8.84 บาทต่อ 1 หุ้น โดยราคาสุดท้ายจะมีการปรับตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ สำหรับ แหล่งเงินทุน บางจากฯ จะใช้เงินทุนทั้งแหล่งภายนอกจากสินเชื่อจากสถาบันการเงิน และจากกระแสเงินสดภายในบริษัท  

และคาดว่าจะสามารถดำเนินการซื้อขายและชำระเงินค่าหุ้นแก่ผู้ขายได้ภายในครึ่งหลังของปี 2566 โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับก่อนที่กำหนด และเตรียมพร้อมทำคำเสนอซื้อหุ้นที่เหลือทั้งหมด (tender offer) ของเอสโซ่ หลังจากการทำธุรกรรมกับ  ExxonMobil เสร็จสิ้น โดยหุ้นที่เหลือทั้งหมดเป็นจำนวนไม่เกิน 1,177,108,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 34.01 ของหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมดของเอสโซ่ 

ส่วนราคาหุ้นสุดท้ายสำหรับธุรกรรมการซื้อขายหุ้น ยังต้องรองบการเงินของ ESSO ปิดก่อน คาดว่าจะทราบได้ในช่วงไตรมาส 2/66 ขณะที่เงื่อนไขที่ต้องบรรลุก่อนเข้าซื้อ (Condition Precedent) เหลือขั้นตอนสุดท้าย คือ การได้รับความเห็นชอบตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้า โดยตามกระบวนการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) จะใช้เวลาในการพิจารณาอีก 105 วัน หรือราวเดือนกรกฎาคม 2566 น่าจะเห็นความชัดเจนได้ อย่างไรก็ตาม คาดราคาซื้อขายหุ้นจะอยู่ในช่วง 8-9 บาท  

อนึ่ง BCP ได้ทำประมาณการราคาซื้อขายหุ้น อ้างอิงจากข้อมูลที่เปิดเผยเป็นการทั่วไปของ ESSO และประมาณการข้อมูลสินค้าคงเหลือไฮโดรคาร์บอน และสินค้าคงเหลือของกิจการนำเข้าผลิตภัณฑ์หล่อลื่นและสารละลายเคมีภัณฑ์ที่เป็นกิจการไม่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งสินทรัพย์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 มูลค่ารวมของหุ้นที่จะซื้อขายเท่ากับ 20,956 ล้านบาท หรือ 9.18 บาทต่อหุ้น 

จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญที่เหลือทั้งหมดในเอสโซ่ คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 นี้ ทำให้มั่นใจว่ากระบวนการซื้อขายหุ้นทั้งหมดจะจบได้ในสิ้นปีนี้  

“การเข้าทำธุรกรรมครั้งนี้ เมื่อแล้วเสร็จ จะเป็นการต่อยอดธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจากที่ให้ความสำคัญกับผู้บริโภค ชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อเกิดการประหยัดต่อขนาด การลดต้นทุนทางธุรกรรม จะมีการส่งต่อผลประโยชน์ดังกล่าวให้กับผู้บริโภคดังที่เคยเป็นมาในช่วงน้ำมันราคาสูงเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากนั้น สถานีบริการที่เพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึง ‘แบรนด์บางจาก’ ได้ง่ายขึ้น ตลอดจนส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในหลายด้าน โดยเฉพาะในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ” ชัยวัฒน์ กล่าว 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์