ในยุคที่ทุกประเทศต่างวิ่งวอนแข่งขันเพื่อดันตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ให้เติบโตสูงสุด คำถามที่สะท้อนกลับมาในใจของคนทำงานทุกคนคือ “ทำไมเศรษฐกิจโต แต่เรากลับเหนื่อยล้าและมีความสุขน้อยลง?”
ความย้อนแย้งนี้เองที่ทำให้ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ลุกขึ้นมาเขย่าค่านิยมเดิมด้วยการเสนอ ดัชนีชีวิตที่ดีกว่า (OECD Better Life Index) เครื่องมือชี้วัดระดับโลกที่กล้าประกาศว่า ความสำเร็จของประเทศไม่ควรตัดสินกันที่ “ความรวยทางวัตถุ” เพียงอย่างเดียว
ก้าวข้ามดัชนีเศรษฐกิจ สู่ 11 มิติที่วัด “ความเป็นมนุษย์”
Better Life Index ปรับเปลี่ยนวิธีคิดของโลกโดยแบ่งปัจจัยการสร้างคุณภาพชีวิตออกเป็น 11 ด้านสำคัญ ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาวะทางจิตใจ
เสาหลักด้านความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐาน, รายได้และความมั่งคั่งของครัวเรือน, และการมีงานทำที่มั่นคงพร้อมค่าจ้างที่เป็นธรรม
เสาหลักด้านสุขภาวะ สุขภาพกาย-จิตที่สมบูรณ์, สิ่งแวดล้อมที่สะอาด (ขจัดฝุ่น PM2.5 และน้ำเสีย), และความปลอดภัยในชีวิตที่วัดแม้กระทั่งความรู้สึกยามเดินคนเดียวในตอนกลางคืน
เสาหลักด้านสังคมและสมดุล สมดุลชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) ที่ไม่ปล่อยให้ชั่วโมงทำงานเบียดบังเวลาพักผ่อน, การศึกษาและทักษะ, ความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชน, การมีส่วนร่วมภาคพลเมือง และความพึงพอใจโดยรวมในชีวิต
จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อนโยบายรัฐต้องตอบโจทย์ “คน” ไม่ใช่ “ตัวเลข”
การนำ Better Life Index มาใช้นั้นสร้างแรงกระเทือนต่อการกำหนดนโยบายภาครัฐอย่างมหาศาล รัฐบาลยุคใหม่ไม่อาจภาคภูมิใจกับตัวเลขการส่งออกหรือการท่องเที่ยวได้อีกต่อไป หากประชาชนยังต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศ หรือต้องทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลสุขภาพ
กรอบความคิดนี้บังคับให้รัฐบาลต้องปรับทิศทางงบประมาณ มาเน้นการสร้างสวัสดิการ ควบคุมชั่วโมงการทำงาน กระจายพื้นที่สีเขียว และสร้างสังคมที่ปลอดภัยอย่างจริงจัง
สังคมที่คุณเป็นผู้กำหนดนิยามความสุข
ดัชนีชีวิตที่ดีกว่าของ OECD ไม่ได้เป็นเพียงชุดข้อมูลทางสถิติ แต่คือการส่งสัญญาณเตือนไปถึงผู้นำทั่วโลก ให้หันกลับมาสร้างสังคมที่ผู้คน มีงานทำที่มั่นคง มีเวลาพักผ่อน ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ และรู้สึกปลอดภัย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศที่พัฒนาแล้วที่แท้จริง ไม่ใช่ประเทศที่มีเงินในคลังมากที่สุด แต่คือประเทศที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขที่สุดต่างหาก




