อุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูปของไทย มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน ทั้งด้านปริมาณการผลิตและการส่งออกที่ (-1.5)-(-0.5)% ต่อปี และ (-2.0)-(-1.0)% ต่อปี ตามลำดับ โดยการผลิตจะยังเผชิญแรงกดดันด้านผลผลิตสัตว์น้ำที่ลดลง จากการจำกัดโควต้าปริมาณการจับสัตว์น้ำทะเลของทางการ อีกทั้งปริมาณสัตว์น้ำทะเลยังลดน้อยลง จากผลกระทบโลกรวน ก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องประสบภาวะวิกฤติ
แต่ในท่ามกลางความต้องการสินค้า ‘อาหารทะเลแช่แข็ง’ ออร์เดอร์จากต่างประเทศ ที่ขณะนี้มีปริมาณมาก ไทยควรหาทางแก้ตั้งแต่ต้นตอปัญหาหรือไม่? แล้วจะทำอย่างไรให้ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ “ไม่เพียงพอจนถึงขั้นขาดแคลน” ขณะนี้ มีปริมาณมากขึ้น แทนการต้องนำเข้ามหาศาล เพื่อรักษายอดส่งออกที่ยังมีปริมาณสูง

นายบุญชู ศัยศักดิ์พงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ตรังผลิตภัณฑ์อาหารทะเล จำกัด (มหาชน) หรือ TRS และรองประธานสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ เปิดเผยกับ space bar ถึงภาพรวมของอาหารทะเลแช่แข็งของประเทศไทยว่า ที่ส่งออกทุกๆ ปีที่ผ่านมา มีการเติบโตปีละประมาณ 3-4% อาหารทะเลแช่แข็ง โดยเฉพาะกุ้งทุกชนิดผลิตได้ 280,000 ตันต่อปี ยอดส่งออก 110,000 ตันมูลค่าส่งออก 34,000 ล้านบาท
ส่วนแนวโน้มการส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งในปีนี้คาดการณ์จะเติบโตอยู่ที่ 5% แต่ปัญหาใหญ่คือ ไม่มีสัตว์ทะเลหรือวัตถุดิบป้อนโรงงาน เพราะหากมีวัตถุดิบป้อนเข้ามาก คำสั่งซื้อจากลูกค้าก็จะหลั่งไหลเข้ามามากเช่นกัน สิ่งนี้จึงทำให้เสียโอกาสไม่น้อย

ในขณะนี้ทั่วโลกประสบปัญหาเรื่องของอาหารทะเลลดลงอันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมของโลก เช่นสภาพอากาศแปรปรวน เกิดภัยพิบัติในหลายพื้นที่ของโลก ประสบปัญหาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สัตว์น้ำในทะเลชาวประมงจับได้ลดลง อีกทั้งสัตว์น้ำที่สามารถเลี้ยงได้ผลผลิตก็ลดลงเช่นกัน อาชีพการเลี้ยงสัตว์น้ำกุ้งในประเทศไทยก็ประสบปัญหาเรื่องของต้นทุนที่สูงขึ้น คนเลี้ยงลดลงเพราะมีกำไรน้อยจึงทำให้วัตถุดิบคือ กุ้ง เข้าสู่โรงงานอาหารทะเลแช่แข็งลดลงไปมาก ในขณะที่กำลังการผลิตยังเต็มอยู่ 100%
สำหรับโรงงาน ตรังอาหารผลิตภัณฑ์อาหารทะเล จำกัด (มหาชน) หรือ TRS การส่งออกในปี 2566 เติบโตขึ้นอยู่ที่ 5% ปี 2567 ก็โตขึ้นอีก 5% และแนวโน้มในปี 2568 การเติบโตก็น่าจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

อุตฯประมง-ขนส่ง ‘ท่าเทียบเรือน้ำลึก’ จำเป็น แลนด์บริดจ์ ยังไม่มา
นายบุญชู ยังชี้ อีกกลไกสำคัญการนำเข้า-ส่งออก คือ ‘ท่าเทียบเรือน้ำลึก’ ซึ่งจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมประมงและการขนส่ง โดยผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้มีความต้องการใช้ท่าเทียบเรือน้ำลึก เพราะในปัจจุบันนี้สินค้าในพื้นที่ภาคใต้จะต้องขนส่งผ่านท่าเรือปีนัง ประเทศมาเลเซีย และท่าเรือหลักคือที่ สิงคโปร์ ซึ่งจะมีเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ที่วิ่งไปยังประเทศปลายทาง สามารถซื้อสินค้าได้ทั่วโลก

ดังนั้น พื้นที่ของภาคใต้ไทยยังมีความต้องการ ‘ท่าเรือน้ำลึก’ แต่ดูพื้นที่แล้วเรายังไม่มีพื้นที่เหมาะสมที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ได้ ดังนั้น การอาศัยท่าเรือประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ปีนัง มาเลเซีย และสิงคโปร์ ก็ยังมีความจำเป็นในการนำเข้าส่งออกสินค้า หากไทยมีพื้นที่เหมาะสมรัฐบาลควรจะศึกษาและดำเนินการสร้างท่าเรือน้ำลึก เพราะการรอ โครงการแลนด์บริดจ์ นั้น ยังเป็นเรื่องที่ไม่มีความชัดเจน อาจต้องใช้ระยะเวลาอีกนานที่จะทำให้โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นมาได้
เรือจับปลากันตัง อาชีพที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ

นายสฤษฏ์พัฒน์ ภมรวิศิษฐ์ นายกสมาคมการประมงกันตัง ตอกย้ำสถานการณ์อาชีพเรือประมงจับสัตว์น้ำในทะเลที่ลดน้อยลงมาก ว่า เป็นผลสืบเนื่องมาจากสภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น ขณะที่ราคาขายสัตว์น้ำที่จับได้ก็ไม่ดึงดูด ได้แค่ประคองตัวได้ ด้านแหล่งขาย ผู้ประกอบการเรือประมงกันตัง ขาย 2 ส่วน คือที่ แพปลา (เพื่อการบริโภค) และส่งเข้าโรงงาน ซึ่งก็มีทั้งห้องเย็นในพื้นที่ และห้องเย็นที่มหาชัย-แม่กลอง ที่จะรับซื้อจำนวนมาก
ซึ่งกล่าวได้ว่า สัตว์ทะเลจับขึ้นมาได้เท่าไหร่ก็ขายหมด เพราะธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งเพื่อการส่งออก มีความต้องการสูง แต่ปริมาณเข้าโรงงานยังขาดแคลนจำนวนมาก จนผู้ประกอบการฯ ต้องนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศเกือบร้อยเปอร์เซ็น เพราะหากอาศัยเพียงสัตว์น้ำในประเทศ ก็ไม่พอป้อนโรงงานแล้ว

สำหรับเรือประมงในกันตัง ตัวเลขจดทะเบียนที่กรมประมง พบขณะนี้มีประมาณ 200 ลำ ส่วนผู้ประกอบการจะมีประมาณ 40-50 ราย ผู้ประกอบการเรือกันตัง จะทำการประมงในพื้นที่ทะเลอันดามันเป็นส่วนใหญ่ บางส่วนก็ออกไปทำการประมงในทะเลหลวง

ทั้งนี้ ในโครงการที่รัฐบาลมีโครงการจะช่วยเหลือชาวประมงในการรับซื้อเรือ ยังไม่มีความคืบหน้า โดยในกันตังมีอยู่ประมาณ 10 กว่าลำ ที่จะขายเพื่อให้รัฐบาลซื้อ สาเหตุที่อาชีพเรือประมงลดจำนวนลงมาก เกิดขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว อันเนื่องมาจากการจับสัตว์น้ำทะเลได้น้อยลง ค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายรับ ทำให้คนที่ยึดอาชีพเรือประมงเลิกอาชีพไป หรือลดจำนวนเรือลงเพื่อประคองตัวเองให้อยู่รอด





