Bitcoin เจอสองแรงต้าน แต่ยังยืนไหว $75,000 ตลาดกำลังให้น้ำหนักอะไร?

18 ก.ย. 2569 - 16:16

  • Fed ขึ้นดอกเบี้ย แต่ Bitcoin ยังยืน 75,000 ดอลลาร์

  • Dollar Debasement เปลี่ยนสมการลงทุน?

  • จาก Crypto Exchange สู่ Universal Exchange

Bitcoin เจอสองแรงต้าน แต่ยังยืนไหว $75,000 ตลาดกำลังให้น้ำหนักอะไร?

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เพิ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดด้วยการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 ปี พร้อมส่งสัญญาณเปรยว่าอาจมีรอบสองตามมาภายในปีนี้ ทว่าตลาดคริปโทเคอร์เรนซีกลับไม่ได้ตื่นตระหนกอย่างที่คิด โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่าง บิตคอยน์ (Bitcoin) ที่ยังคงแข็งแกร่งและยืนเหนือแนวรับสำคัญที่ 75,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้อย่างสบายปรากฏการณ์นี้สะท้อนชัดเจนว่า ตลาดได้ ‘รับรู้และซึมซับ’ ข่าวลบไปหมดแล้ว แต่คำถามสำคัญคือ อะไรคือปัจจัยที่กำลังขับเคลื่อนตลาดการเงินโลกในขณะนี้?

ข้อมูลจาก Bitget มองว่า ภาพดังกล่าวอาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ “สิ่งที่ตลาดกำลังให้น้ำหนัก” จากเดิมที่ Bitcoin ถูกขับเคลื่อนด้วยสภาพคล่องและนโยบายการเงินเป็นหลัก ไปสู่การถูกมองในฐานะสินทรัพย์ที่นักลงทุนใช้รับมือกับความกังวลต่อมูลค่าของเงินดอลลาร์ รวมถึงการกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์สกุลเงินเดียว

เมื่อข่าวร้ายเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ Bitcoin ไม่ได้ร่วงตาม

ในการประชุมวันที่ 15–16 กันยายน 2569 คณะกรรมการ FOMC มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ ทำให้กรอบอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 3.75–4.00% โดย Fed ระบุว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวในระดับแข็งแกร่ง (ธนาคารกลางสหรัฐ) https://www.federalreserve.gov/newsevents/pressreleases/monetary20260916a.htm?utm_source=chatgpt.com

ขณะเดียวกัน ตลาดคริปโทฯ ก็ได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ หลัง CLARITY Act ไม่สามารถผ่านขั้นตอนสำคัญในวุฒิสภาสหรัฐฯ ทั้งสองเรื่องมีนัยต่อ Bitcoin คนละด้าน ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพิ่มต้นทุนของเงินและโดยทั่วไปสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ความล้มเหลวของ CLARITY Act ทำให้ความหวังต่อการมีกฎหมายกำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่ชัดเจนในระยะใกล้ลดลง

อย่างไรก็ตาม Bitcoin ยังคงเคลื่อนไหวเหนือบริเวณ 75,000 ดอลลาร์ได้ข้อมูลตลาดที่เผยแพร่ในช่วงหลังการประชุม Fed ระบุว่า Bitcoinแกว่งตัวบริเวณ 75,000–76,500 ดอลลาร์ หลังการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ระดับ 75,000 ดอลลาร์กลายเป็นแนวรับที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด

คำถามจึงเปลี่ยนจาก “Bitcoin จะได้รับผลกระทบจากข่าวลบหรือไม่” มาเป็น “ตลาดกำลังให้น้ำหนักกับปัจจัยอะไรที่มากกว่าข่าวลบเหล่านี้?”

Dollar Debasement กับโจทย์ใหม่ของนักลงทุน

หนึ่งในคำอธิบายที่ Bitget ให้น้ำหนักคือกระแสที่เรียกว่า Dollar Debasement หรือความกังวลเกี่ยวกับการลดลงของอำนาจซื้อและมูลค่าที่แท้จริงของเงินดอลลาร์ในระยะยาว

ประเด็นนี้ทำให้การถือครองสินทรัพย์ที่นักลงทุนมองว่าสามารถใช้กระจายความเสี่ยงจากเงินดอลลาร์ได้รับความสนใจมากขึ้น ทั้งทองคำ Bitcoin และหุ้นเทคโนโลยีบางกลุ่ม มุมมองดังกล่าวทำให้ Bitcoin ถูกพิจารณาในอีกมิติหนึ่งนอกเหนือจากการเป็นสินทรัพย์เก็งกำไร

นั่นคือการเป็นสินทรัพย์ทางเลือกในพอร์ตที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากระบบการเงินแบบดั้งเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่า Bitcoin จะปลอดจากปัจจัยมหภาค เพราะหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และดัชนีดอลลาร์ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่กระแสเงินทุนเข้าสู่กองทุน ETF ที่อ้างอิง Bitcoin ยังไม่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง แรงกดดันต่อราคาอาจยังคงมีอยู่

ดังนั้น ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็น “ตลาดหมดปัจจัยลบ” แต่เป็นสถานการณ์ที่ตลาดกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างปัจจัยลบระยะสั้นกับปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาว

CLARITY Act ไม่ผ่าน แล้วคริปโทฯ จะเดินต่ออย่างไร?

อีกประเด็นที่น่าสนใจ ที่ Bitget มอง คือ แม้ CLARITY Act จะสะดุด แต่พัฒนาการด้านกฎเกณฑ์คริปโทในสหรัฐฯ ไม่ได้หยุดลงทั้งหมด

หลังการลงมติที่ไม่สามารถผลักดันกฎหมายไปข้างหน้าได้ หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง SEC และ CFTC ยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบการกำกับดูแลภายใต้อำนาจที่มีอยู่

ล่าสุด SEC ยังเดินหน้ามาตรการที่เปิดทางให้เกิดนวัตกรรมด้านสินทรัพย์ที่อยู่บนบล็อกเชน เช่น tokenized stocks ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลยังสามารถเดินหน้าผ่านกลไกของหน่วยงานกำกับดูแลได้ แม้กฎหมายฉบับใหญ่จะยังไม่ผ่านสภา (Investopedia)

อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลผ่านกฎของหน่วยงานมีข้อแตกต่างจากการออกกฎหมายโดยสภา เพราะกฎระเบียบของหน่วยงานสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายและรัฐบาลในอนาคต

ประเด็นนี้เองที่ ‘เกรซี่ เฉิน’ (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget) เคยชี้ว่า ความไม่แน่นอนด้านกฎเกณฑ์ยังเป็นปัจจัยที่ธุรกิจคริปโทฯ ต้องติดตาม แม้ทิศทางการกำกับดูแลจะเดินหน้าต่อก็ตาม

ดังนั้น ตลาดจึงไม่ได้กำลังถามเพียงว่า “CLARITY Act ผ่านหรือไม่” แต่กำลังจับตาว่า สหรัฐฯ จะสร้างกติกาสำหรับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบใด และกติกานั้นจะมีความต่อเนื่องมากเพียงใด

เกรซี่ เฉิน(Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget)
เกรซี่ เฉิน(Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget)

จาก Bitcoin สู่ AI — เงินกำลังมองหาธีมการเติบโต

อีกภาพที่น่าสนใจในตลาดช่วงนี้คือ Bitcoin ไม่ได้เป็นสินทรัพย์เดียวที่ได้รับความสนใจ หุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเป็นอีกหนึ่งธีมที่ตลาดให้ความสนใจ แม้ก่อนหน้านี้จะเกิดความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการพัฒนาโมเดล AI การลงทุนจำนวนมหาศาล และความเสี่ยงจากการพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็ว

เมื่อความกังวลระยะสั้นคลี่คลาย เงินทุนบางส่วนจึงกลับเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ภาพนี้ทำให้เกิดธีมการลงทุนที่น่าสนใจ เพราะทองคำ Bitcoin และหุ้นเทคโนโลยี AI แม้มีลักษณะสินทรัพย์แตกต่างกันอย่างมาก แต่ล้วนเชื่อมโยงกับแนวคิดเดียวกันในระดับหนึ่ง นั่นคือ การมองหาสินทรัพย์ที่สามารถรักษาหรือสร้างมูลค่าในโลกที่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และระบบการเงินกำลังเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าสินทรัพย์ทั้งสามจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป และ Bitcoin ยังมีความผันผวนสูงกว่าสินทรัพย์ดั้งเดิมอย่างทองคำอย่างมีนัยสำคัญ 

สิ่งที่น่าจับตาจึงไม่ใช่แค่ราคา Bitcoin

สำหรับนักลงทุน สิ่งที่น่าสนใจจากสถานการณ์ครั้งนี้อาจไม่ใช่การคาดการณ์ว่า Bitcoin จะไปถึงราคาเท่าใด แต่คือการติดตามว่า “โครงสร้างของตลาด” กำลังเปลี่ยนไปอย่างไร

หาก Bitcoin สามารถรักษาระดับ 75,000 ดอลลาร์ได้ท่ามกลางแรงกดดันจากดอกเบี้ยและความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ อาจสะท้อนว่าความต้องการในตลาดยังมีอยู่

แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และดอลลาร์ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่เงินทุน ETF ไม่กลับมาอย่างมีนัยสำคัญ ก็ยังเป็นเงื่อนไขที่สามารถสร้างแรงกดดันต่อ Bitcoin ได้ กล่าวอีกอย่างคือ การยืนเหนือ 75,000 ดอลลาร์ ของ Bitcoin ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงหายไป แต่กำลังทำให้ระดับดังกล่าวกลายเป็นจุดที่ตลาดต้องจับตา

Bitget กำลังเปลี่ยนเกมจาก Crypto Exchange สู่ Universal Exchange

นอกจากมุมมองตลาดแล้ว อีกประเด็นที่น่าสนใจจาก Bitget คือทิศทางธุรกิจที่กำลังขยายออกจากการเป็นแพลตฟอร์มคริปโทแบบดั้งเดิม ในวาระครบรอบ 8 ปี Bitget เดินหน้ากลยุทธ์ Universal Exchange หรือ UEX ซึ่งมีเป้าหมายเชื่อมสินทรัพย์จากโลกการเงินดั้งเดิม หรือ TradFi เข้ากับแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล หนึ่งในความเคลื่อนไหวล่าสุดคือการนำข้อมูลตลาดอย่างเป็นทางการจาก Nasdaq มาใช้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านหุ้นสหรัฐฯ บนแพลตฟอร์ม

ในมุมของผู้ใช้งานทั่วไป ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับคุณภาพและความต่อเนื่องของข้อมูลราคา โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนและปริมาณการซื้อขายสูง ขณะที่สำหรับนักลงทุนสถาบัน ข้อมูลตลาดที่มาจากแหล่งโดยตรงสามารถมีบทบาทต่อการสร้างระบบซื้อขายอัตโนมัติ การบริหารความเสี่ยง และกลยุทธ์การซื้อขายที่ต้องการข้อมูลความละเอียดสูง

Bitget ระบุว่า มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของลูกค้าสถาบันในไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโต 45% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่บริษัทใช้สะท้อนการขยายฐานลูกค้าสถาบัน การขยับครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญกว่าการเพิ่มสินทรัพย์ใหม่เข้ามาบนแพลตฟอร์ม เพราะหาก UEX เดินหน้าตามแนวคิดที่วางไว้ จุดหมายคือการลดเส้นแบ่งระหว่าง Crypto กับ TradFi ให้บางลงเรื่อย ๆ

ตลาดกำลังเปลี่ยนจาก “คริปโทฯ” ไปสู่ “ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล”

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนกันยายนอาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตลาดคริปโทฯในอีกระดับ

Bitcoin กำลังเผชิญทั้งนโยบายการเงินที่ตึงตัว ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ และแรงกดดันจากเงินทุนในตลาด ETF แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังขยายขอบเขตไปสู่สินทรัพย์จากโลกการเงินดั้งเดิมมากขึ้น

หุ้นสหรัฐฯ ข้อมูลตลาด Nasdaq สินทรัพย์ที่ถูกทำให้อยู่ในรูปแบบโทเคน และโครงสร้างการซื้อขายบนบล็อกเชน ล้วนกำลังทำให้คำว่า “ตลาดคริปโทฯ” มีความหมายกว้างกว่าเดิม

นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้การเคลื่อนไหวของ Bitcoin ในช่วงนี้น่าสนใจ เพราะโจทย์ไม่ได้อยู่ที่ว่า Bitcoin จะขึ้นหรือลงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า เมื่อเงินดอลลาร์ ทองคำ Bitcoin หุ้นเทคโนโลยี และสินทรัพย์ดิจิทัลแบบใหม่กำลังถูกนำมาอยู่ในสมการเดียวกัน นักลงทุนกำลังนิยามคำว่า “สินทรัพย์” ใหม่อย่างไร และระดับ 75,000 ดอลลาร์ของ Bitcoin อาจเป็นเพียงหนึ่งในตัวเลขที่ตลาดกำลังใช้วัดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์