สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยตัวเลขที่ตอกย้ำการลดลงของการขจัดภัยทุจริตทางการเงิน โดยยกสถิติมาตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน ที่พบความเสียหายกับประชาชน ดังนี้
มกราคม 2023 ความเสียหาย 185 ล้านบาท
กุมภาพันธ์ 2023 ความเสียหาย 161 ล้านบาท
มีนาคม 2023 ความเสียหาย 135 ล้านบาท
เมษายน 2023 ความเสียหาย 116 ล้านบาท
พฤษภาคม 2023 ความเสียหาย 200 ล้านบาท
มิถุนายน 2023 ความเสียหาย 173 ล้านบาท
ทั้งนี้ จะพบว่า ช่วงต้นปีที่ผ่านมา มูลค่าความเสียหายจากการทุจริตทางการเงิน ลดลงเรื่อยๆ จนเหลือ 116 ล้านบาทในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่พอมาถึงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนก็กลับมียอดความเสียหายเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากคนร้ายอาศัยเทคนิคใหม่ การหลอกลวงด้วยข้อความที่แนบเนียนขึ้น เช่น การปลอมตัวเป็นหน่วยงานราชการ, การชวนเชื่อโดยบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีความน่าเชื่อถือ, หรือญาติพี่น้อง รวมถึงกระบวนการส่ง SMS ที่ทำผ่านเสาสัญญาณโทรศัพท์ปลอม โดยไม่ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ นอกจากนี้ ยังพัฒนาแอปดูดเงินเวอร์ชั่นใหม่ ที่มีความสามารถหลบหลีกการตรวจจับของธนาคารไปได้ อีกด้วย
ณ จุดนี้ ทำให้ธนาคาร วางแนวทางต่อไปหลังจากนี้ คือการเพิ่มระบบตรวจสอบการทุจริตระดับ new-realtime เพื่อตรวจจับและล็อกบัญชีหากพบรูปแบบการโอนเงินที่น่าจะเป็นการทุจริต ซึ่งคาดว่า จะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปี
ภัยดูดเงิน เป็นเรื่องใหญ่ แบงก์ชาติไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่ผ่านมาได้ออกมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน (9 มีนาคม 2566) เพื่อเป็นแนวปฏิบัติขั้นต่ำให้สถาบันการเงิน (สง.) ทุกแห่งปฏิบัติตาม เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมทางการเงิน ทั้งการป้องกัน การตรวจจับ และการตอบสนองและรับมือ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้รวดเร็ว และครอบคลุมมากขึ้น ทั้งยังติดตามให้ สง. ทุกแห่งดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนด มีความคืบหน้าเป็นไปตามแผน และพบสถิติ ที่นำสู่การแก้ปัญหาในระยะต่อไป
มกราคม 2023 ความเสียหาย 185 ล้านบาท
กุมภาพันธ์ 2023 ความเสียหาย 161 ล้านบาท
มีนาคม 2023 ความเสียหาย 135 ล้านบาท
เมษายน 2023 ความเสียหาย 116 ล้านบาท
พฤษภาคม 2023 ความเสียหาย 200 ล้านบาท
มิถุนายน 2023 ความเสียหาย 173 ล้านบาท
ทั้งนี้ จะพบว่า ช่วงต้นปีที่ผ่านมา มูลค่าความเสียหายจากการทุจริตทางการเงิน ลดลงเรื่อยๆ จนเหลือ 116 ล้านบาทในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่พอมาถึงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนก็กลับมียอดความเสียหายเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากคนร้ายอาศัยเทคนิคใหม่ การหลอกลวงด้วยข้อความที่แนบเนียนขึ้น เช่น การปลอมตัวเป็นหน่วยงานราชการ, การชวนเชื่อโดยบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีความน่าเชื่อถือ, หรือญาติพี่น้อง รวมถึงกระบวนการส่ง SMS ที่ทำผ่านเสาสัญญาณโทรศัพท์ปลอม โดยไม่ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ นอกจากนี้ ยังพัฒนาแอปดูดเงินเวอร์ชั่นใหม่ ที่มีความสามารถหลบหลีกการตรวจจับของธนาคารไปได้ อีกด้วย
ณ จุดนี้ ทำให้ธนาคาร วางแนวทางต่อไปหลังจากนี้ คือการเพิ่มระบบตรวจสอบการทุจริตระดับ new-realtime เพื่อตรวจจับและล็อกบัญชีหากพบรูปแบบการโอนเงินที่น่าจะเป็นการทุจริต ซึ่งคาดว่า จะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปี
ภัยดูดเงิน เป็นเรื่องใหญ่ แบงก์ชาติไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่ผ่านมาได้ออกมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน (9 มีนาคม 2566) เพื่อเป็นแนวปฏิบัติขั้นต่ำให้สถาบันการเงิน (สง.) ทุกแห่งปฏิบัติตาม เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมทางการเงิน ทั้งการป้องกัน การตรวจจับ และการตอบสนองและรับมือ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้รวดเร็ว และครอบคลุมมากขึ้น ทั้งยังติดตามให้ สง. ทุกแห่งดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนด มีความคืบหน้าเป็นไปตามแผน และพบสถิติ ที่นำสู่การแก้ปัญหาในระยะต่อไป





