สภาทองคำโลกรายงานประเทศไทยซื้อทองคำเข้าทุนสำรองระหว่างประเทศ เพิ่มมากที่สุดในเอเชียในรอบ 10 ปี โดยเพิ่มจาก 152.41 ต้นในปี 2013 มาอยู่ที่ 244.16 ตันในสิ้นปี 2022 โดยทุนสำรองที่เป็นทองคำเพิ่มขึ้นถึง 60.20% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
กล่าวได้ว่า ‘ทองคำ’ ที่ใช้เป็นทุนสำรองของไทย มากกว่าอินโดนีเซียเกือบ 3 เท่า ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน อินโดนีเซียมีทองคำที่ใช้เป็นทุนสำรองเพิ่มขึ้นเพียง 0.64% แม้ว่าสองประเทศมีเศรษฐกิจใกล้เคียงกันหลายด้าน แต่ความต้องการทองคำในประเทศไทยเพิ่มขึ้นปีละราว 50% จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ไม่เพียงไทย ที่ถือครองทองคำเพิ่มขึ้น เพราะสภาทองคำโลก ยังกล่าวถึง ‘จีน’ ด้วยว่า มีการถือครองทองคำเพิ่มขึ้นถึง 91% มากที่สุดทั้งในด้านปริมาณทองคำ และอัตราการการเพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปี โดยจีนซื้อทองคำเป็นทุนสำรองจาก 1,694.78 ตันในปี 2013 จนกระทั่งถึงปี 2021 ปริมาณทองคำแตะระดับสูงสุดที่ 2,010.51 ตัน คิดเป็น 3.6% ของทุนสำรองระหว่างประเทศทั้งหมด ส่วน ‘ญี่ปุ่น’ เพิ่มขึ้น 10.55% จาก 765.22 ต้น เป็น 845.97 คัน
ความต้องการทองคำทั่วโลก มาจากการใช้ในอุตสาหกรรมอัญมณี ทุนสำรองธนาคารกลาง และการลงทุนของกองทุนและรายย่อย แต่จีนเพิ่มทุนสำรองที่เป็นทองคำ เป็นผลมาจากนโยบายการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ และกระจายความเสี่ยงของธนาคารกลาง
ด้าน ‘สิงคโปร์’ เพิ่มการถือครองทองคำเป็นอันดับ 3 โดยในช่วงเดียวกัน ทองคำสำรองเพิ่ม 20.68% จาก 127.4 ตัน เพิ่มมาอยู่ที่ 153.74 ตัน ส่วน ‘มาเลเซีย’ มีหลายอย่างที่คลายกับสิงคโปร์ แต่สำรองทองคำเพิ่มเพียง 6.84% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ขณะที่ ‘ไต้หวันและฟิลิปปินส์’ นั้น ถือเป็นประเทศที่ไม่ได้ซื้อทองคำมากนักในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วน ‘เกาหลีไต้’ เพิ่มเพียงเล็กน้อย 0.01%
สภาทองคำโลก กล่าวว่าความต้องการทองคำมาจากหลายส่วนในปีนี้ จากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวหลังโควิด-19 แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ในปีนี้ แรงซื้อจากบรรดากองทุนและธนาคารกลางยังมีบทบาทสำคัญต่อราคาทองคำ โดยเฉพาะจากการลงทุนของกองทุน ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องประดับและใช้ในอุตสาหกรรมยังไม่มากนัก พร้อมคาดว่า ในปีนี้ ธนาคารกลางจากหลายประเทศจะซื้อทองคำเป็นทุนสำรองเพิ่มขึ้น แม้จะน้อยกว่าปีที่ผ่านมาก็ตาม
กล่าวได้ว่า ‘ทองคำ’ ที่ใช้เป็นทุนสำรองของไทย มากกว่าอินโดนีเซียเกือบ 3 เท่า ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน อินโดนีเซียมีทองคำที่ใช้เป็นทุนสำรองเพิ่มขึ้นเพียง 0.64% แม้ว่าสองประเทศมีเศรษฐกิจใกล้เคียงกันหลายด้าน แต่ความต้องการทองคำในประเทศไทยเพิ่มขึ้นปีละราว 50% จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ไม่เพียงไทย ที่ถือครองทองคำเพิ่มขึ้น เพราะสภาทองคำโลก ยังกล่าวถึง ‘จีน’ ด้วยว่า มีการถือครองทองคำเพิ่มขึ้นถึง 91% มากที่สุดทั้งในด้านปริมาณทองคำ และอัตราการการเพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปี โดยจีนซื้อทองคำเป็นทุนสำรองจาก 1,694.78 ตันในปี 2013 จนกระทั่งถึงปี 2021 ปริมาณทองคำแตะระดับสูงสุดที่ 2,010.51 ตัน คิดเป็น 3.6% ของทุนสำรองระหว่างประเทศทั้งหมด ส่วน ‘ญี่ปุ่น’ เพิ่มขึ้น 10.55% จาก 765.22 ต้น เป็น 845.97 คัน
ความต้องการทองคำทั่วโลก มาจากการใช้ในอุตสาหกรรมอัญมณี ทุนสำรองธนาคารกลาง และการลงทุนของกองทุนและรายย่อย แต่จีนเพิ่มทุนสำรองที่เป็นทองคำ เป็นผลมาจากนโยบายการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ และกระจายความเสี่ยงของธนาคารกลาง
ด้าน ‘สิงคโปร์’ เพิ่มการถือครองทองคำเป็นอันดับ 3 โดยในช่วงเดียวกัน ทองคำสำรองเพิ่ม 20.68% จาก 127.4 ตัน เพิ่มมาอยู่ที่ 153.74 ตัน ส่วน ‘มาเลเซีย’ มีหลายอย่างที่คลายกับสิงคโปร์ แต่สำรองทองคำเพิ่มเพียง 6.84% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ขณะที่ ‘ไต้หวันและฟิลิปปินส์’ นั้น ถือเป็นประเทศที่ไม่ได้ซื้อทองคำมากนักในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วน ‘เกาหลีไต้’ เพิ่มเพียงเล็กน้อย 0.01%
สภาทองคำโลก กล่าวว่าความต้องการทองคำมาจากหลายส่วนในปีนี้ จากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวหลังโควิด-19 แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ในปีนี้ แรงซื้อจากบรรดากองทุนและธนาคารกลางยังมีบทบาทสำคัญต่อราคาทองคำ โดยเฉพาะจากการลงทุนของกองทุน ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องประดับและใช้ในอุตสาหกรรมยังไม่มากนัก พร้อมคาดว่า ในปีนี้ ธนาคารกลางจากหลายประเทศจะซื้อทองคำเป็นทุนสำรองเพิ่มขึ้น แม้จะน้อยกว่าปีที่ผ่านมาก็ตาม



