เราได้ยินได้ฟังข่าวการปรับขึ้นของดอกเบี้ย ซึ่งผู้กุมทิศทางคือธนาคารแห่งประเทศไทย โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ล่าสุดประเดิมรับศักราชใหม่ ปีกระต่ายทอง 2566 ด้วยมติเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.5% ต่อปีไปแล้ว โดยเป็นการประเมินจากสภาวะเศรษฐกิจไทย ซึ่งอยู่ในทิศทางขยายตัวต่อเนื่องและมีแนวโน้มดีขึ้น
แต่ด้วยเพราะเงินเฟ้อ ยังอยู่ในระดับสูง หน้าที่ทำให้ภาวะการเงินประเทศหรือนโยบายการเงิน กลับสู่ระดับที่เหมาะสม จึงยังไม่จบแค่นี้ เพราะว่า บรรดานักเศรษฐศาสตร์การเงินหลายๆ สำนัก เขาคาดการณ์ล่วงหน้าไปแล้ว ว่าในการประชุมอีก 2 ครั้ง คือช่วงเดือน ‘มีนา และ พฤษภา’ กนง. จะยังขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่ออีก 2 ครั้ง รอบละ 0.25% และจะคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปีนี้ รู้ดังนี้แล้ว เราเองในฐานะประชาชน มีเรื่องต้องปรับตัวกันแล้ว
ส่วนการลงทุนของภาคธุรกิจ ก็จะมีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น จากภาระหนี้ที่อาจเพิ่มขึ้นมหาศาล ทำให้หลายบริษัทอาจจะชะลอการขยายธุรกิจออกไปก่อนในช่วงนี้ หรือลงทุนอย่างระมัดระวังตัวขึ้น ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต
ทว่าในระยะสั้นหลายธุรกิจ อาจจะเร่งการลงทุนก่อนที่ดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น โดยระดมทุนในรูปแบบต่าง ๆ นอกเหนือการขอสินเชื่อจากธนาคาร เช่น การออกหุ้นกู้ หรือ เพิ่มทุนจดทะเบียน เป็นต้น เพื่อเป็นการล๊อกต้นทุนทางการเงินในระยะยาว
แต่ด้วยเพราะเงินเฟ้อ ยังอยู่ในระดับสูง หน้าที่ทำให้ภาวะการเงินประเทศหรือนโยบายการเงิน กลับสู่ระดับที่เหมาะสม จึงยังไม่จบแค่นี้ เพราะว่า บรรดานักเศรษฐศาสตร์การเงินหลายๆ สำนัก เขาคาดการณ์ล่วงหน้าไปแล้ว ว่าในการประชุมอีก 2 ครั้ง คือช่วงเดือน ‘มีนา และ พฤษภา’ กนง. จะยังขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่ออีก 2 ครั้ง รอบละ 0.25% และจะคงดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดปีนี้ รู้ดังนี้แล้ว เราเองในฐานะประชาชน มีเรื่องต้องปรับตัวกันแล้ว
ทำความเข้าใจทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น
ก่อนอื่น มาชวนรู้ถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายกันก่อน ว่าคืออะไร สรุปสั้นๆ ง่ายๆ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นเครื่องมือสำคัญที่ธนาคารกลางใช้ดำเนินนโยบายทางการเงิน ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการลงทุน ผ่านการปรับลดดอกเบี้ย หรือชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ควบคุมเงินเฟ้อ ด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเราจะเห็นว่าขณะนี้ว่าทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติเงินเฟ้อรุนแรงในรอบหลายปี และเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ดังนั้นแล้ว ดอกเบี้ยขาขึ้น จะส่งผลต่อสิ่งใดบ้าง พาไปจับทิศทางกันการขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลอะไรบ้าง?
ปัจจุบัน เห็นแล้วหนึ่ง! คือ สถาบันทางการเงินจะทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยประเภทต่าง ๆ ตามในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ยเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินฝาก รวมถึงดอกเบี้ยที่เป็นผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาล แต่คงไม่ได้ปรับในจำนวนที่เท่าๆ กัน เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณเงินฝาก ความต้องการสินเชื่อ อัตราเงินเฟ้อ และต้นทุนการดำเนินธุรกิจของธนาคาร เป็นต้น เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้ามีการปรับขึ้นดอกเบี้ยแต่ละครั้ง ผลที่ตามมา คือ ‘การจ่ายแพงขึ้น’ ในทุกด้าน แล้วจะเกิดอะไรขึ้น-รับมืออย่างไร?การปรับตัว รับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น อย่างไร?
1. ประชาชนต้องรัดเข็มขัด ไม่ก่อหนี้เกินตัว
เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น เราทุกคนต้องเริ่มระมัดระวังในการจ่ายเงิน จับจ่ายใช้สอย เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ไม่สร้างหนี้เกินตัว เพราะภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น แต่สิ่งนี้ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวลงในที่สุด2. ภาคธุรกิจ เกิดการชะลอลงทุน
การขึ้นดอกเบี้ยทำให้ความน่าสนใจของการลงทุนลดลงไป ทั้งในฝั่งของประชาชนที่มีแนวโน้มจะฝากเงินไว้ในธนาคารเยอะขึ้น เพราะได้ผลตอบแทนจากเงินฝากสูงขึ้น จึงมีแรงจูงใจน้อยลงที่จะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่มีความเสี่ยงมากกว่า แต่ผลตอบแทนอาจจะไม่ได้มีความแตกต่างกันเท่าไหร่นักส่วนการลงทุนของภาคธุรกิจ ก็จะมีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น จากภาระหนี้ที่อาจเพิ่มขึ้นมหาศาล ทำให้หลายบริษัทอาจจะชะลอการขยายธุรกิจออกไปก่อนในช่วงนี้ หรือลงทุนอย่างระมัดระวังตัวขึ้น ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต
ทว่าในระยะสั้นหลายธุรกิจ อาจจะเร่งการลงทุนก่อนที่ดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น โดยระดมทุนในรูปแบบต่าง ๆ นอกเหนือการขอสินเชื่อจากธนาคาร เช่น การออกหุ้นกู้ หรือ เพิ่มทุนจดทะเบียน เป็นต้น เพื่อเป็นการล๊อกต้นทุนทางการเงินในระยะยาว




