คณะรัฐมนตรี ไฟเขียวขยายมาตรการ e-Tax และลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย เหลือ 1% ลากยาวถึงสิ้นปี 70 ที่ประชุมมีมติไฟเขียวขยายเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ออกไปอีก 2 ปีเต็ม จากเดิมที่จะหมดอายุปลายปี 68 ลากยาวไปจนถึง 31 ธันวาคม 2570 งานนี้เป้าหมายชัดเจนคือต้องการหนุนให้ภาคธุรกิจทำ Digital Transformation แบบเต็มสูบ ช่วยลดต้นทุน แถมเพิ่มสภาพคล่อง
ระบบ e-Tax หักรายจ่ายได้ 2 เท่า
สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ลงทุนทำระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และ e-Withholding Tax สามารถนำค่าใช้จ่ายมา หักลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่าของที่จ่ายจริง โดยครอบคลุมตั้งแต่ ค่าซอฟต์แวร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และระบบจัดเก็บข้อมูล ค่าบริการจากผู้ให้บริการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (Service Provider)[สิทธิประโยชน์ใหม่] ครอบคลุมไปถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินระบบที่ต้องจ่ายให้กับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ด้วย เพื่อการันตีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ
หั่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย เหลือแค่ 1%
ข่าวดีสำหรับคนอยากตุนเงินสดหมุนเวียนในธุรกิจ! ครม. ยืดเวลามาตรการลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax ต่อไปถึงสิ้นปี 70 โดยลดเรตจากเดิมที่ต้องหัก 5%, 3% และ 2% ให้เหลือแค่ 1% เท่านั้น (ครอบคลุมการจ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เช่น ค่าเช่า, ค่านายหน้า, ค่าจ้างทำของ, วิชาชีพอิสระ ฯลฯ) ช่วยให้ภาคธุรกิจมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น ไม่ต้องถูกหักเงินสดออกไปเยอะ
SMEs ไม่ต้องทำเอง มี Service Provider ช่วยดูแล
สำหรับธุรกิจไซส์เล็กที่กังวลว่า "ไม่มีทีม IT จะทำระบบไหวไหม?" ตอนนี้กรมสรรพากรเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็น Service Provider ช่วยจัดการข้อมูลให้แล้ว โดยปัจจุบันมีผู้ให้บริการ e-Tax Invoice & e-Receipt ถึง 23 ราย, e-Filing 1 ราย และ e-Stamp Duty อีก 5 ราย เรียกว่าสะดวกครบ จบในที่เดียว
กระทรวงการคลังจะประเมินว่ามาตรการนี้อาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีไปราวๆ 66 ล้านบาท ในช่วง 2 ปี แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ การอัดฉีดสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจผ่าน e-Withholding Tax ได้สูงถึง 27,000 ล้านบาทต่อปี
ถือเป็นการลดต้นทุนให้กับเอกชนก็ลดต้นทุน ลดการใช้กระดาษ ส่วนภาครัฐก็สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตตามนโยบายของรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่อยากดันระบบราชการและธุรกิจไทยให้เป็นดิจิทัลอย่างยั่งยืนในระยะยาวนั่นเอง



