จี้รื้อ TOR งบ AI สุขภาพจิต ชี้เซิร์ฟเวอร์แพง ล็อกสเปก ปิดทางสตาร์ทอัพไทย

28 ต.ค. 2569 - 13:04

  • งบ 44 ล้านบาท ถูกตั้งคำถามความคุ้มค่า ทบทวนการซื้อ Server ราคาสูง หันใช้ GDCC หากรองรับการใช้งานได้ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและภาระบำรุงรักษาระยะยาว

  • TOR เสี่ยงปิดประตู Startup ตั้งเกณฑ์ผลงาน Big Data มูลค่า 10 ล้านบาทขึ้นไป และบุคลากรต้องจบปริญญาโท มีประสบการณ์ 5–10 ปี อาจจำกัดผู้เข้าแข่งขัน

  • จี้เปิดทบทวนทั้งโครงการ เน้นผลลัพธ์ AI ที่ใช้งานได้จริงในระบบสุขภาพจิต มากกว่าการลงทุนฮาร์ดแวร์และเงื่อนไขคุณสมบัติที่สูงเกินความจำเป็น

จี้รื้อ TOR งบ AI สุขภาพจิต ชี้เซิร์ฟเวอร์แพง ล็อกสเปก ปิดทางสตาร์ทอัพไทย

งบ AI สุขภาพจิต 44 ล้าน สะดุดปม TOR

ภาวุธ พงษ์วิทยภาณุ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เปิดเผยผ่านบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งข้อสังเกต โครงการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านสุขภาพจิตและจิตเวชของกรมสุขภาพจิต วงเงิน 44 ล้านบาท กำลังถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าการใช้งบประมาณและความเป็นธรรมในการจัดซื้อจัดจ้าง หลังคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ.ดีอี) ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงอธิบดีกรมสุขภาพจิต ขอให้ทบทวนขอบเขตของงาน (TOR) ทั้งในส่วนการจัดซื้อฮาร์ดแวร์และการกำหนดคุณสมบัติผู้รับจ้าง

แม้โครงการจะมีเป้าหมายพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับบริการด้านสุขภาพจิตและจิตเวช แต่ กมธ.ดีอี มีข้อสังเกตว่า รายละเอียด TOR อาจทำให้เงินงบประมาณจำนวนมากถูกใช้ไปกับการจัดซื้ออุปกรณ์ แทนที่จะมุ่งลงทุนกับการพัฒนาระบบ AI และการนำไปใช้ประโยชน์จริง ขณะเดียวกัน เงื่อนไขการเข้าร่วมประมูลอาจเป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการเทคโนโลยีและ Startup ของไทย

กมธ. ตั้งคำถามซื้อ Server แพง ทั้งที่มีคลาวด์กลางรัฐ

ประเด็นแรกคือ การจัดซื้อครุภัณฑ์ฮาร์ดแวร์และเครื่องแม่ข่าย (Server) มูลค่าสูง ทั้งที่ภาครัฐมีนโยบาย Cloud First และมีระบบคลาวด์กลางภาครัฐ หรือ Government Data Center and Cloud Service (GDCC) เป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว

กมธ.ดีอี เห็นว่าควรพิจารณาว่าโครงการจำเป็นต้องลงทุนจัดซื้อ Server แยกต่างหากหรือไม่ หาก GDCC สามารถรองรับการทำงานได้ การใช้บริการคลาวด์กลางอาจช่วยลดความซ้ำซ้อนในการลงทุน และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาในระยะยาว

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีเครื่องแม่ข่ายหรือโครงสร้างพื้นฐานราคาแพง แต่ต้องพิจารณาว่างบประมาณที่ลงทุนสร้างระบบ AI สามารถสร้างประโยชน์ให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้รับบริการได้มากน้อยเพียงใด

เกณฑ์ TOR สูงเกินไป? สตาร์ทอัพไทยอาจเข้าแข่งขันไม่ได้

อีกข้อกังวลคือ การกำหนดคุณสมบัติผู้รับจ้าง ทั้งการต้องมีผลงานพัฒนาระบบ Big Data มูลค่า 10 ล้านบาทขึ้นไป และการกำหนดให้บุคลากรมีวุฒิปริญญาโท พร้อมประสบการณ์ทำงาน 5–10 ปี ตามเงื่อนไขที่ระบุใน TOR

กมธ.ดีอี ตั้งข้อสังเกตว่า เกณฑ์ดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับลักษณะของอุตสาหกรรม AI ซึ่งมีผู้ประกอบการรุ่นใหม่และทีมพัฒนาที่มีความสามารถ แต่ยังไม่มีผลงานในวงเงินสูงหรือบุคลากรที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขทุกข้อ

ผลที่อาจเกิดขึ้นคือ Startup และผู้ประกอบการรายย่อยของไทยไม่สามารถเข้าร่วมแข่งขันได้โดยตรง ต้องเข้าไปเป็นผู้รับเหมาช่วงหรือพันธมิตรของบริษัทขนาดใหญ่แทน ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนและจำกัดโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทย

ข้อเรียกร้องจึงอยู่ที่การกำหนดคุณสมบัติให้สัมพันธ์กับลักษณะงานและผลลัพธ์ที่ต้องการ ไม่ใช่ตั้งเงื่อนไขจนผู้ประกอบการที่มีศักยภาพถูกจำกัดโอกาสตั้งแต่ต้น

แนะควรทบทวน TOR ทั้งระบบ วัดผลจากการใช้งานจริง

กมธ.ดีอี เรียกร้องให้กรมสุขภาพจิตเปิดรับฟังความคิดเห็นและทบทวน TOR ทั้งโครงการ ตั้งแต่ความจำเป็นในการจัดซื้อฮาร์ดแวร์ ไปจนถึงคุณสมบัติของบุคลากรและผู้รับจ้าง เพื่อให้การลงทุนตอบโจทย์การพัฒนาระบบ AI ด้านสุขภาพจิตอย่างแท้จริง

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือประสิทธิภาพของระบบ ความสามารถในการนำไปใช้จริงโดยบุคลากรทางการแพทย์ และความคุ้มค่าของงบประมาณภาษีประชาชน ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทยเข้ามามีส่วนร่วม

ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียงข้อถกเถียงเรื่องการจัดซื้อ Server หรือคุณสมบัติผู้รับจ้าง แต่ยังเป็นคำถามถึงแนวทางจัดซื้อเทคโนโลยีของภาครัฐว่า จะเปิดพื้นที่ให้เกิดการแข่งขันและนวัตกรรมจากผู้ประกอบการไทยได้มากเพียงใด

เพราะเป้าหมายของงบประมาณ AI ด้านสุขภาพจิต ไม่ควรหยุดอยู่ที่การจัดหาโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องทำให้ระบบที่พัฒนาขึ้นช่วยสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยได้จริง โดยใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มค่าที่สุด

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์