คาร์นีย์ยืนหยัดสู้สหรัฐฯ แคนาดาเผชิญภาษีนำเข้า 50% หลังเจรจาการค้าพังทลาย
นายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ ประกาศปฏิเสธข้อตกลงการค้าทวิภาคีกับสหรัฐอเมริกา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าข้อตกลงดังกล่าว "ไม่เป็นธรรม" ส่งผลให้สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้ภาษีนำเข้าอัตรา 50% ต่อสินค้าแคนาดามูลค่าราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมตั้งแต่ไม้ฮอกกี้ไปจนถึงซีเมนต์ มีผลตั้งแต่วันเสาร์
ยืนหยัดปกป้องอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจ
คาร์นีย์กล่าวว่า "เราจะไม่ยอมให้ชาติใดมากำหนดอนาคตของเรา เราจะกำหนดเส้นทางของตนเองเพื่อสร้างแคนาดาให้เข้มแข็งต่อไป" พร้อมประกาศมาตรการตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 กันยายน โดยให้คำมั่นว่าแคนาดาจะตอบโต้ "ดอลลาร์ต่อดอลลาร์"
แรงกดดันจากภายในและเสียงสนับสนุนข้ามพรรค
ท่าทีแข็งกร้าวของคาร์นีย์ได้รับการสนับสนุนจากทุกสีการเมือง แม้แต่ผู้นำฝ่ายค้าน ปีแยร์ ปัวลีแยฟร์ ยังเรียกร้องให้ชาวแคนาดา "ยืนหยัดร่วมกันปกป้องประเทศ" ผลสำรวจที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้พบว่า 56% ของชาวแคนาดาต้องการให้รัฐบาลใช้แนวทางเข้มแข็งและไม่ยอมประนีประนอมกับวอชิงตันอีกต่อไป
บริบทความขัดแย้ง
นับตั้งแต่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง ทรัมป์ถึงขั้นแสดงความต้องการให้แคนาดากลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ ขณะที่หลายมณฑลของแคนาดาตอบโต้ด้วยการถอดไวน์และสุราสหรัฐฯ ออกจากชั้นวาง
ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ไม่อาจมองข้าม
นักวิเคราะห์จากธนาคาร Royal Bank of Canada ระบุว่าแม้ภาษีใหม่จะกระทบสินค้าส่งออกเพียง 5.5% แต่ "ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่แท้จริงยังคงมีนัยสำคัญ" โดยมณฑลควิเบกและออนแทรีโอซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลกะรี เทรเวอร์ ทอมบ์ เตือนว่าหากภาษีนำเข้าดำรงอยู่ในระยะยาว อาจทำให้ตำแหน่งงานในแคนาดาหายไปถึง 90,000 อัตรา




