หากคุณกำลังกังวลว่า ChatGPT จะมาแย่งงานในเร็ววัน
ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลหรือดีป้า (DEPA) พูดถึง ChatGPT ในทำนองว่า ไม่ใช่พระเจ้า อย่างเพิ่งวิตก (จนเกินไป) ลองมาทำความรู้จักเอไอตัวนี้กันก่อนดีไหม
เริ่มจาก ChatGPT 3 (เวอร์ชันปัจจุบันคือ 3.5) เป็นการไปเอาข้อมูลขนาดใหญ่จากโซเชียลมีเดียมาประมวลผล ขณะที่ ChatGPT 4 จะเป็นการใช้ National Language Processing ทำให้การประมวลผลใกล้เคียงกับการคุยกันของมนุษย์ ร้อยเรียงเป็นคำตอบ หรือเขียนโค้ดที่ยากมากขึ้นได้
หากเทคโนโลยีคือเหรียญ มันก็มีผลกระทบสองด้าน ลองมาดูกันทีละด้านกัน...
ผลกระทบทางบวก: ทำงานสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ในอนาคตเมื่อเอไอใช้ดาต้าที่มาจาก ML: Machine Learning โลกจะเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างแท้จริง มีการทำ Co-bot หรือการคุยกันระหว่าง Robot กับ Robot หรือการสื่อสารกันระหว่าง Robot กับมนุษย์ได้ง่ายขึ้น
การประมวลผลจะไม่หยุดอยู่ที่ภาษา แต่จะเป็นการประมวลผลด้วยภาพหรือ Computer VDO การพูดคุยโดย Robot จะไปนำไปในการขับเคลื่อน การใช้ AI ในการขับรถ การควบคุมกำกับเส้นทาง และการป้องกันระมัดระวัง
ผลกระทบทางลบ: ข้อมูลที่เกิดขึ้นเป็นดาต้าที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง แต่การไปเอาข้อมูลจากโซเชียลมีเดียมาไม่ได้การันตีว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องเสมอไป การที่ระบบมีความเชื่อมั่นในคำตอบของตัวเองเกินไป อาจนำมาซึ่งความผิดพลาด ถ้าคำตอบที่มั่นใจไม่ถูกต้องอาจทำให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือบิดเบี้ยวได้
แล้วควรมีท่าทีกับ ChatGPT อย่างไร?
ดร.ณัฐพลบอกว่า อยากให้มอง ChatGPT เป็นการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง แม้แต่ Google ยังอยู่เฉยไม่ได้ต้องเรียกทีมพัฒนาเอไอของตัวเองมาคุย เพราะแรงสั่นสะเทือนที่ ChatGPT ก่อขึ้น
คำแนะนำสำหรับการเอา ChatGPT มาใช้คือต้องรู้เท่าทัน
สุดท้ายเอไอถึงจะฉลาดแค่ไหน ก็ยังไม่ฉลาดเท่ามนุษย์ ยังมาแทนมนุษย์ไม่ได้ ขอให้ใช้อย่างมีประโยชน์ โดยให้เอไอเป็นเครื่องมือของคน อย่าให้เอไอมาครอบงำเรา
คนไทยต้องเรียนรู้เรื่องเหล่านี้เพื่อที่จะใช้เอไอให้เป็น ให้ระบบมาทำงานแทนเรา พัฒนาการทำงานของเราให้เร็วขึ้น สะดวกขึ้น ฉลาดขึ้น
แล้วเราจะได้มีเวลาไปทำในสิ่งที่เอไอทำไม่ได้
ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลหรือดีป้า (DEPA) พูดถึง ChatGPT ในทำนองว่า ไม่ใช่พระเจ้า อย่างเพิ่งวิตก (จนเกินไป) ลองมาทำความรู้จักเอไอตัวนี้กันก่อนดีไหม
เริ่มจาก ChatGPT 3 (เวอร์ชันปัจจุบันคือ 3.5) เป็นการไปเอาข้อมูลขนาดใหญ่จากโซเชียลมีเดียมาประมวลผล ขณะที่ ChatGPT 4 จะเป็นการใช้ National Language Processing ทำให้การประมวลผลใกล้เคียงกับการคุยกันของมนุษย์ ร้อยเรียงเป็นคำตอบ หรือเขียนโค้ดที่ยากมากขึ้นได้
หากเทคโนโลยีคือเหรียญ มันก็มีผลกระทบสองด้าน ลองมาดูกันทีละด้านกัน...
ผลกระทบทางบวก: ทำงานสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ในอนาคตเมื่อเอไอใช้ดาต้าที่มาจาก ML: Machine Learning โลกจะเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างแท้จริง มีการทำ Co-bot หรือการคุยกันระหว่าง Robot กับ Robot หรือการสื่อสารกันระหว่าง Robot กับมนุษย์ได้ง่ายขึ้น
การประมวลผลจะไม่หยุดอยู่ที่ภาษา แต่จะเป็นการประมวลผลด้วยภาพหรือ Computer VDO การพูดคุยโดย Robot จะไปนำไปในการขับเคลื่อน การใช้ AI ในการขับรถ การควบคุมกำกับเส้นทาง และการป้องกันระมัดระวัง
ผลกระทบทางลบ: ข้อมูลที่เกิดขึ้นเป็นดาต้าที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง แต่การไปเอาข้อมูลจากโซเชียลมีเดียมาไม่ได้การันตีว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องเสมอไป การที่ระบบมีความเชื่อมั่นในคำตอบของตัวเองเกินไป อาจนำมาซึ่งความผิดพลาด ถ้าคำตอบที่มั่นใจไม่ถูกต้องอาจทำให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือบิดเบี้ยวได้
แล้วควรมีท่าทีกับ ChatGPT อย่างไร?
ดร.ณัฐพลบอกว่า อยากให้มอง ChatGPT เป็นการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง แม้แต่ Google ยังอยู่เฉยไม่ได้ต้องเรียกทีมพัฒนาเอไอของตัวเองมาคุย เพราะแรงสั่นสะเทือนที่ ChatGPT ก่อขึ้น
คำแนะนำสำหรับการเอา ChatGPT มาใช้คือต้องรู้เท่าทัน
- เลือกใช้เฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์
- เมื่อได้รับคำตอบ ต้องเอามากรองว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ อย่าเชื่อมั่นในสิ่งที่ ChatGPT บอกทั้งหมด แม้จะเป็นการประมวลผลด้วยดาต้าที่มาจากทั่วโลก และมีความซับซ้อน
- จำไว้เสมอว่า ChatGPT ไม่ใช่พระเจ้า ข้อมูลที่นำมาอาจไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด
สุดท้ายเอไอถึงจะฉลาดแค่ไหน ก็ยังไม่ฉลาดเท่ามนุษย์ ยังมาแทนมนุษย์ไม่ได้ ขอให้ใช้อย่างมีประโยชน์ โดยให้เอไอเป็นเครื่องมือของคน อย่าให้เอไอมาครอบงำเรา
คนไทยต้องเรียนรู้เรื่องเหล่านี้เพื่อที่จะใช้เอไอให้เป็น ให้ระบบมาทำงานแทนเรา พัฒนาการทำงานของเราให้เร็วขึ้น สะดวกขึ้น ฉลาดขึ้น
แล้วเราจะได้มีเวลาไปทำในสิ่งที่เอไอทำไม่ได้




