เจิมศักดิ์ ‘ขอค้านด้วยคน’ แบงก์ชาติต้องปลอดการเมือง

24 ธ.ค. 2567 - 14:06

  • กิตติรัตน์ ณ ระนอง ขาดคุณสมบัติขึ้นเป็นประธานบอร์ด ธปท.

  • ต้องกลับไปเริ่มต้นสรรหาใหม่ ตามกระบวนการ

  • เจิมศักดิ์ ปิ่นทองห่วง การเมืองส่งตัวแทนใหม่เข้าครอบงำ

chermsak_pinthong_chairman_bot_free_political_interference_SPACEBAR_Hero_9c62bd922b.jpg

รศ.ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการ ได้แสดงความคิดเห็นเรื่องการแต่งตั้ง กิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นประธานบอร์ดแบงก์ชาติในบัญชีเฟสบุ๊กชื่อ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ว่าการสรรหาใหม่ต้องปลอดการเมืองที่จะเข้ามาครอบงำง

ต้นมกราคมนี้ คณะรัฐมนตรีจะนำรายชื่อนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เข้าพิจารณาเพื่อมีมติอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้า เพื่อลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งเป็นประธานบอร์ดแบงก์ชาติ 

ในฐานะนักวิชาการที่ติดตามในเรื่องนี้มาแต่ต้น  ขอแสดงความห่วงใยมายังพรรคร่วมรัฐบาล ที่ต้องรับผิดชอบในมติดังกล่าวดังต่อไปนี้

ด้านคุณสมบัติ ตามพระราชบัญญัติของธนาคารแห่งประเทศไทย

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง แม้จะได้ลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย ออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แล้ว แต่ทุกคนก็รู้ได้ว่านายกิตติรัตน์มีความสัมพันธ์ทางการเมืองอย่างแนบแน่นกับพรรคเพื่อไทย   และที่จำต้องออกจากตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีไปพร้อมกับนายเศรษฐา ทวีสิน ก็เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกฯต้องพ้นจากตำแหน่ง    นายกิตติรัตน์จึงต้องพ้นจากการดำรงตำแหน่งทางการเมือง และนับถึงปัจจุบันก็ยังไม่ครบหนึ่งปีตามกฏหมายกำหนด

ตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เป็นการดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างแน่นอน เพราะเข้ารับตำแหน่งตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี และพ้นจากตำแหน่งไปตามวาระของนายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังมีอำนาจตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีให้เรียกข้าราชการและข้อมูลทางราชการได้ ได้รับค่าตอบแทนเบี้ยประชุมและมีอิทธิพลต่อนโยบายสั่งการของนายกรัฐมนตรี 

การตีความว่าตำแหน่งใดจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะต้องพิจารณาจากเจตนารมย์ของพระราชบัญญัติแต่ละฉบับที่ระบุ  จะใช้การตีความโดยทั่วไปหรืออ้างการตีความของพระราชบัญญัติอื่นไม่ได้ ดังนั้น กรณีนี้จะต้องพิจารณาจากเจตนารมย์ของพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งไม่ต้องการให้พรรคการเมืองและนักการเมืองเข้าครอบงำธนาคารแห่งประเทศไทยที่ควรเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายและดำเนินมาตรการทางการเงิน ตามมาตรฐานสากลในอารยะประเทศ เพราะมิฉะนั้นจะเกิดผลเสียแก่ประเทศอย่างมากและยากที่จะเยียวยา

ด้านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยประเทศไทย

กลุ่มเศรษฐศาสตร์เพื่อสังคมได้เคยระบุไว้ในแถลงการณ์มาแล้วว่าตำแหน่งประธานและกรรมการธนาคารแห่งชาติ (บอร์ดแบงก์ชาติ) เป็นตำแหน่งที่มีอำนาจและอิทธิพลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพราะมีความเชื่อมโยงกับการแต่งตั้งผู้กำหนดนโยบายทางการเงิน นโยบายกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ และมีบทบาททางตรงในการบริหารเงินสำรองระหว่างประเทศ 

แม้ว่าประธานและคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่ได้กำหนดนโยบายดอกเบี้ยโดยตรง ไม่ได้มีหน้าที่กำกับการแทรกแซงค่าเงินบาทโดยตรง แต่ก็อาจรู้ล่วงหน้าว่าแบงก์ชาติจะปรับดอกเบี้ยขึ้นหรือลง หรือจะเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทเมื่อใด เพราะอาจส่งคนของตนเข้าไปเป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน

ข้อมูลล่วงหน้าเหล่านี้สามารถนำไปใช้เก็งกำไรในตลาดการเงินหรือการลงทุนได้ เช่นทำการซื้อหรือขายหุ้นล่วงหน้า (insider trading) หรือในกรณีการแทรกแซงค่าเงินบาทนั้นหากรู้ก่อนก็สามารถหาประโยชน์ได้มหาศาล

ตัวอย่างในประเทศไทยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 ที่มีข้อกังขาว่านักการเมืองในระบอบทักษิณและกลุ่มพวกพ้องได้ใช้ข้อมูลที่รู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการลดค่าเงินบาท เปลี่ยนเงินบาทของตนเป็นดอลลาร์ล่วงหน้า สร้างกำไรให้ตัวเอง ขณะที่เศรษฐกิจทั้งประเทศเผชิญความเสียหายรุนแรง ประชาชนต้องแบกรับภาระหนักจากการล่มสลายของระบบการเงิน

หากนโยบายการเงินถูกแทรกแซงให้สนองนโยบายทางการเมืองเป็นหลัก ก็จะเกิดผลเสียตามมามากมาย ตัวอย่างเช่น การลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แม้จะช่วยเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยในช่วงแรก แต่ในระยะยาวกลับสร้างปัญหาใหม่ เช่น หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือการเพิ่มอัตราเงินเฟ้อจนค่าครองชีพสูงขึ้น 

ตัวอย่างในกรณีของประเทศอาร์เจนตินา หลายครั้งที่รัฐบาลกดดันให้ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยและปล่อยให้เงินเฟ้อพุ่งสูง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ในส่วนการแทรกแซงค่าเงินบาทนั้น นักการเมืองมักจะชอบสร้างภาพผลงานที่เกินจริง หรือปกปิดผลกระทบเชิงลบจากการทำนโยบาย เพื่อให้ได้การยอมรับและเสียงสนับสนุนจากประชาชนเช่น อ้างว่าได้ทำการสั่งแบงก์ชาติแทรกแซงเงินบาทเพื่อดันเป้าส่งออกไทยโต 15% 

ประวัติในอดีตของผู้ที่ได้รับการคัดเลือกในครั้งนี้ให้เป็นประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย  เขาเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เคยพูดเท็จเพื่อหวังผลทางการเมืองมาแล้ว และอ้างว่าเป็นการโกหกด้วยเจตนาดี หรือ ‘โกหกสีขาว’ ซึ่งส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือไม่เพียงของรัฐบาลแต่กระทบถึงความน่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย

ถ้ากลุ่มการเมืองมีอำนาจเหนือธนาคารแห่งประเทศไทย อาจสั่งหรือกดดันให้แบงก์ชาติรับซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดแรกเพื่อให้รัฐบาลกู้เงินได้ง่ายขึ้น (monetary financing) เป็นการกระทำที่ผิดหลักสากลของวินัยการเงินการคลัง เสมือนการพิมพ์แบงก์เพิ่มปริมาณเงินตราในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือค่าเงิน และวิกฤติเงินเฟ้อ (กรณี Zimbabwe ช่วง 2000s / Venezuela ช่วง 2010s / Argentina หลายครั้ง)

ส่วนอำนาจโดยตรงในการบริหารจัดการสินทรัพย์ต่างประเทศที่แบงก์ชาติลงทุนก็มีผลประโยชน์มหาศาล เช่น 

(ก) ผู้หวังผลประโยชน์ สามารถรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการเพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศหรือสินทรัพย์ในประเทศ ซึ่งจะทำให้สามารถเก็งกำไรในสินทรัพย์นั้นก่อนการซื้อ-ขายได้ 

(ข) เปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองนำเงินสำรองของประเทศมาใช้ในทางที่ผิด เช่น การนำเงินสำรองมาชำระหนี้รัฐบาลโดยสามารถแก้กฎหมายให้นำเงินสำรองไปใช้หนี้ที่กองทุน FIDF ต้องนำส่งภาครัฐแทนที่จะไปเก็บจากภาคธนาคาร  เป็นการ ปลดล็อกเพดานการกู้ยืมของรัฐบาลให้สามารถทำนโยบายประชานิยมอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อหาคะแนนนิยมได้ 

การกระทำนี้อาจช่วยรัฐบาลในระยะสั้น แต่จะลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และอาจสร้างปัญหาในยามที่ประเทศต้องการเงินสำรองไว้รองรับวิกฤต 

ดังจะเห็นจากตัวอย่างในกรณีของประเทศซิมบับเวที่รัฐบาลดึงเงินสำรองมาใช้มากเกินไป ส่งผลให้ค่าเงินล่มสลายและประชาชนประสบปัญหาค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง 

การนำเงินสำรองมาใช้นี้เป็นข้อเรียกร้องมาตลอดของกลุ่มนักการเมืองที่ต้องการเข้าแทรกแซงธนาคารแห่งประเทศไทย โดยไม่ได้ตระหนักความเป็นจริงพื้นฐานว่าเงินสำรองเป็นของประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการทำมาหาได้ของธุรกิจและอีกส่วนมาจากการนำเงินเข้ามาลงทุนของต่างชาติ ซึ่งมีข้อจำกัดในการนำออกไปใช้

 (ค) กลุ่มการเมืองนี้อาจปรับเกณฑ์ให้นำเงินทุนสำรองไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยในกรณีที่มีกำไร รัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแต่หากขาดทุนรัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบ 

เงินสำรองซึ่งเป็นกันชนรองรับความผันผวนและวิกฤติของประเทศจะลดค่าลง ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมหาศาล

นอกจากนี้ หากตำแหน่งประธานและกรรมการบอร์ดแบงก์ชาติยังมีอิทธิพลต่อกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ เช่น การผ่อนปรนกฎเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้รายใหญ่ได้มากขึ้น หากธุรกิจของลูกหนี้เหล่านี้ล้มเหลว ผลกระทบจะไม่จำกัดแค่บริษัทเหล่านั้น แต่จะกระจายไปถึงประชาชนทั่วไปที่ฝากเงินกับธนาคาร และอาจนำไปสู่การล้มของธนาคารทั้งระบบ ตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น วิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2008 เกิดขึ้นจากการปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีคุณภาพ (Subprime Mortgages) ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบการเงินทั่วโลก

ประธานและคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย มีอำนาจในการอนุมัติการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทย เช่นตำแหน่งรองผู้ว่าการ และผู้ช่วยผู้ว่าการ เปิดช่องทางให้รัฐบาลแทรกแซงการทำนโยบายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยการนำผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการเมืองเข้ามาเป็นผู้บริหาร หรือในคณะกรรมการต่างๆ เพื่อ กำหนดนโยบายตามความต้องการของกลุ่มการเมือง 

เช่นเดียวกับที่เห็นในวิกฤตตอนปี 2540 ซึ่ง คณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) ได้รายงานข้อเท็จจริงไว้ว่า

“สาเหตุที่สำคัญของวิกฤติการณ์ครั้งนั้นเกิดจากผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย ที่สนองความต้องการของฝ่ายการเมืองขณะนั้นอย่างเต็มที่”

ประธานและคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยยังมีส่วนในการดำเนินนโยบายการปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน ซึ่งหากทำเรื่องนี้ในลักษณะนโยบายประชานิยมที่ไม่คำนึงถึงผลระยะยาว เช่น การอนุญาตให้พักชำระหนี้ยาวนานเกินไปจนลูกหนี้ขาดวินัยทางการเงินก็จะเกิดผลเสียเพราะบางครั้งการแก้หนี้แบบไม่สมเหตุสมผล ทำให้เกิดหนี้เสียในระบบการเงินเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อธนาคารและผู้ฝากเงินในที่สุด

การใช้ตำแหน่งประธานบอร์ดแบงก์ชาติในทางที่ผิดไม่ได้กระทบเพียงแค่เศรษฐกิจในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงความเชื่อมั่นจากต่างชาติและการลงทุนระหว่างประเทศ การมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวดและโปร่งใสจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะในประเทศที่ระบบการเมืองยังไม่มีเสถียรภาพ การบริหารเงินสำรองและนโยบายการเงินต้องถูกดำเนินการด้วยความโปร่งใสและยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนในระยะยาวเป็นสำคัญที่สุด

ความลงท้าย สิ่งที่น่าเป็นห่วงลำดับถัดไป

ปีใหม่ 2568 ต้นมกราคมกลุ่มการเมืองจะสามารถ ส่งคนเข้าไปเป็นประธานบอร์ดแบงก์ชาติสำเร็จหรือไม่ 

ไตรมาสถัดไป การรุกคืบหน้าเพื่อครอบงำแบงก์ชาติ โดยกลุ่มการเมืองชุดนี้ก็อาจส่งคนเพื่อไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าแบงก์ชาติแทนคนเดิมที่จะครบวาระพ้นตำแหน่งในเดือนกันยายน และจะต้องดำเนินการสรรหาในปลายเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ 

สมาชิกรัฐสภา องค์กรของรัฐ องค์กรภาคประชาสังคม และประชาชนภาคส่วนต่างๆ อย่าได้วางใจและจะต้องจับตาเพราะอาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้

จึงขอวิงวอนให้คณะรัฐมนตรีและพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ที่จะต้องร่วมรับผิดชอบต้องตระหนัก ถึงความเสียหายอย่างใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ หากมีกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองใดสามารถล้วงลูกแทรกแซง ครอบงำธนาคารกลางของชาติเพื่อหวังประโยชน์การเมืองและประโยชน์ของกลุ่มบุคคล อันจะเกิดความเสียหายที่ยากจะเยียวยาให้กับคืนมาดังเดิม

สำหรับ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นนักวิชาการ และเคยดำเนินรายการขอคิดด้วยคน ซึ่งเป็นรายการสนทนาการเมืองแบบเข้มข้น รวมทั้งเขียนหนังสือ รู้ทันทักษิณ ด้วย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์