หวั่น ‘ภาษีทรัมป์’ ทำเศรษฐกิจไทยดิ่งลงเหว! เอกชนเชียงใหม่วอนรัฐบาลเตรียมแผนรับมือ

17 ก.ค. 2568 - 08:23

  • ภาคเอกชนเชียงใหม่ห่วง ‘ภาษีทรัมป์’ ทำเศรษฐกิจไทยดิ่งลงเหว หวังไทยเจรจากับสหรัฐฯ ไปในทิศทางที่ดีขึ้น วอนรัฐบาลเตรียมแผนรองรับหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ

  • ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ คาดการเจรจาไม่จบง่าย ชี้สินค้าแต่ละประเภทภาษีไม่ควรเท่ากัน

  • เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เผย ‘สหรัฐ-ไทย’ ตั้งเป้าหาทางก้าวไปสู่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจร่วมกัน หวังการเจรจาเกิดความความสำเร็จและเป็นธรรม

หวั่น ‘ภาษีทรัมป์’ ทำเศรษฐกิจไทยดิ่งลงเหว! เอกชนเชียงใหม่วอนรัฐบาลเตรียมแผนรับมือ

จากนโยบายภาษีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐอเมริกา ที่ต้องการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าทุกชนิดจากประเทศไทยที่ส่งเข้ามายังสหรัฐอเมริกาในอัตรา 36% แม้ว่ารัฐบาลไทยกำลังพยายามที่จะเจรจาต่อรองกับทางสหรัฐอเมริกา แต่บรรดาผู้ประกอบการเอกชนไทยหลายภาคส่วน ยังคงมีความกังวลในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากนโยบายภาษีทรัมป์ครั้งนี้อาจส่งผลกระทบกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก

เช่นเดียวกับภาคเอกชนจังหวัดเชียงใหม่ ที่แสดงความเป็นห่วงต่อกรณีนี้ เพราะหากสหรัฐอเมริกาขึ้นภาษีนำเข้าของประเทศไทย จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม

Chiang Mai-private-sector-concerned-about-Trump-tax-SPACEBAR-Photo01.jpg

ดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวแสดงความเห็นว่า ปัจจุบันโลกเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในเชิงโครงสร้าง อย่างเช่นสหรัฐอเมริกาก็มีการประกาศขึ้นภาษีหลากหลายอย่าง และข้อกังวลก็คืออนาคตอาจจะไม่ใช่แค่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะทำให้ลักษณะนี้ ซึ่งกระทบไปในอีกหลายประเทศในลักษณะเดียวกันของการขึ้นภาษี ในมุมมองของหอการค้าก็ไม่อยากจะให้เกิดรูปแบบลักษณะนี้ที่เป็นการแพร่กระจายของการขึ้นภาษีทั่วโลก หากเป็นแบบนี้จริงเศรษฐกิจโลกก็จะยิ่งชะลอตัวไปกันใหญ่

“ดังนั้นก็ต้องติดตามดูการเจรจาของไทยและสหรัฐอเมริกาว่าจะจบลงอย่างไรจะสามารถต่อรองในแง่ของการลดภาษีลงได้หรือไม่ แต่หากไม่สามารถเจรจาลดภาษีได้มันก็จะกระทบต่อมาคือต้นทุนแพงขึ้น เวลาที่เราส่งออกที่สหรัฐอเมริกาก็จะต้องบวกภาษีเพิ่มขึ้นมาก ทำให้คนในประเทศสหรัฐอเมริกาซื้อของของคนไทยได้น้อยลง ส่งผลให้การสั่งซื้อลดลงไปด้วย ทำให้ประเทศไทยส่งออกได้น้อยลง จะมีผลต่อมาก็คือการจ้างงานหดตัวลง ซึ่งจะเป็นผลกระทบแบบลูกโซ่ต่อกันไปเรื่อยๆ ในหลายด้าน ดังนั้นก็เป็นความกังวลว่าไม่อยากจะให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น”

ดร.กอบกิจ กล่าวว่าสำหรับจังหวัดเชียงใหม่เท่าที่ได้มีการสอบถามมาจะเป็นพวกอาหารแปรรูป กาแฟ ชา สินค้าหัตถกรรมต่างๆ พวกอาหารเสริม และสมุนไพรบางตัวที่เราส่งออกไปที่สหรัฐอเมริกา สิ่งเหล่านี้ก็คงได้รับผลกระทบเช่นกัน ในอนาคตเกษตรกรก็อาจจะขายผลผลิตเพื่อส่งออกได้ลดลง หรืออาจจะถูกต่อรองราคาในราคาที่ถูกลงเพื่อไปชดเชยภาษีที่เพิ่มขึ้นมันก็เป็นผลกระทบทางตรง

Chiang Mai-private-sector-concerned-about-Trump-tax-SPACEBAR-Photo02.jpg

ดร.กอบกิจ กล่าวอีกว่า ไทยกับอเมริกาก็เป็นเพื่อนกัน ก็มีความเป็นไปได้ว่าความสัมพันธ์ที่ดีที่ผ่านมาไทยกับสหรัฐสหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้มีความขัดแย้งกันเท่าไหร่ แต่สหรัฐอเมริกาก็อาจจะมองว่าประเทศไทยไปเอื้อหรือไปทำธุรกิจค้าขายกับจีนค่อนข้างมาก สหรัฐอเมริกาก็อาจจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจในบางเรื่องก็เป็นไปได้ 

“แต่สิ่งสำคัญก็คือรัฐบาลไทยต้องคุยกับสหรัฐอเมริกาว่าสินค้าจากไทยส่งออก สหรัฐอเมริกาสามารถมาตรวจสอบได้ว่ามันมีน้อยมากที่เราจะถูกสวมสิทธิ์จากจีน โรงงานของเราผลิตสินค้าในไทยกับผลิตสินค้าในจีนมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว”

ดร.กอบกิจ กล่าวต่อว่า เราต้องทำการบ้านว่า เมื่อเราส่งสินค้าไปสหรัฐอเมริกาแล้วเค้าขึ้นภาษีเรา ขณะเดียวกันเค้าก็ต้องเรียกร้องให้ประเทศไทยลดภาษีนำเข้าเหมือนกัน ดังนั้นประเทศไทยเราเองก็ต้องมาดูว่าจะลดภาษีนำเข้าตัวไหนบ้าง  และต้องมีการแจ้งกลับมาให้กับภาคเอกชนได้เตรียมรับแรงกระแทกที่อาจจะเกิดขึ้นบ้างในบางสินค้าที่แลกเปลี่ยน ถ้าสหรัฐอเมริกายอมลดประเทศไทยก็อาจจะต้องยอมลดลงด้วยเช่นกันซึ่งถือว่าเป็นเงื่อนไขในการเจรจาต่อรองในทางการค้าอยู่แล้ว

“ถ้ามีการแลกเปลี่ยนตัวแล้วมีผลกระทบกับประเทศไทย ต้องมีการแจ้งล่วงหน้าเพื่อให้นักธุรกิจได้วางแผนในการที่จะรองรับแรงกระแทกเหล่านั้นว่าจะสามารถทำอย่างไรได้บ้างก่อน รวมทั้งรัฐบาลเองต้องหามาตรการเข้ามาช่วยเบื้องต้นในระยะสั้น เช่น อาจจะมีกองทุนมาชดเชยผู้ประกอบการที่อาจจะยังไม่สามารถปรับตัวได้ทันในช่วงหกเดือนถึงหนึ่งปี”

ดังนั้นผู้ประกอบการก็ต้องมีการเตรียมตัว อย่างการพูดคุยกับภาครัฐว่าเป็นไปได้ไหมที่จะต่อรองในเชิงบวกกับสหรัฐอเมริกาคือสินค้าที่เราส่งออกไปแทบจะไม่ได้มีผลกับประเทศสหรัฐฯ เลย เพราะส่วนใหญ่เราส่งออกสินค้าเกษตรรวมทั้งอาหารแปรรูป ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราสามารถพิสูจน์ได้อยู่แล้วว่าเป็นถิ่นจากประเทศไทย  ก็อาจจะเป็นตัวหนึ่งที่เราอาจจะไปคุยกับเขาเพื่อขอลดระดับภาษีที่ถูกปรับสูงขึ้นให้ปรับในอัตราที่ถูกลง

ดร.กอบกิจ กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าส่งออกรายใหญ่ที่ส่งให้กับสหรัฐฯ เหมือนกับประเทศอื่นเราผลิตอาหารเป็นหลัก สินค้าเกษตรเป็นหลัก รวมถึงงานหัตถกรรม ซึ่งเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้สามารถตรวจสอบกลับมาได้ว่าเป็นถิ่นกำเนิดจากประเทศไทยไม่ได้มีประเทศไหนมาสอนสวมรอย ต้องไปคุยในเชิงบวกแบบนี้กับสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตามผู้ประการ หรือภาคเอกชนก็ต้องปรับตัว ก็คือมองหาตลาดในประเทศอื่นเพื่อลดความเสี่ยงหากเราไม่สามารถส่งออกที่สหรัฐอเมริกาได้ เช่นประเทศอินเดีย หรือประเทศในอาเซียนที่จะรวมตัวกันเพิ่มปริมาณการซื้อขายในอาเซียนเองมากขึ้น

“ผู้ประกอบการอาจจะต้องเข้าไปถึงดิจิตอลแพลตฟอร์มให้มากขึ้น ทำความเข้าใจแพลตฟอร์มเหล่านี้ในแต่ละประเทศและทำการค้าขายผ่านสิ่งเหล่านี้ซึ่งก็มีการขยายตัวที่เพิ่มสูงขึ้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็อาจเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เราอาจจะช่วยทำให้ผ่อนหนักเป็นเบาและหาทางออกได้มากขึ้น”

Chiang Mai-private-sector-concerned-about-Trump-tax-SPACEBAR-Photo03-1.jpg
Chiang Mai-private-sector-concerned-about-Trump-tax-SPACEBAR-Photo04-1.jpg

ด้าน จักริน วังวิวัฒน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่า การเจรจาประเด็นนี้กับทางสหรัฐอเมริกายังน่าเป็นห่วง ทั้งนี้การเจรจาต้องมีการแบ่งออกเป็นระดับ อย่างน้อยอยู่ 2 ระดับก็คือ ระดับของเกษตรกรรากหญ้าจะต้องมีข้อมูลว่าเราจะเจรจาดูแลเกษตรกรกลุ่มนี้อย่างไร ระดับที่ต่อมา คือระดับภาคอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมก็มีหลากหลายจะต้องดูแลผู้ประกอบการอย่างไร ดังนั้นการพิจารณาจะเหมารวมทั้งหมดเข้าด้วยกันไม่ได้จะต้องมีการแบ่งแยกระดับให้ชัดเจน 

“อันไหนที่ไทยหากยอมแล้วจะทำให้เกษตรกรล้มหายตายจากไปก็คงจะให้ไม่ได้  ไทยก็ต้องเจรจาต่อรองให้ได้ แต่แน่นอนว่าเราไปเจรจาให้เค้าลดอย่างเดียวก็ไม่ได้เค้าก็ต้องหวังให้เราลดภาษีบางอย่างเช่นกัน ส่วนตัวคิดว่าการเจรจานี้อาจจะไม่จบลงง่ายๆ”

ประธานสภาอุตสาหกรรมเชียงใหม่ กล่าวต่อว่า “สิ่งสำคัญคือ สินค้าแต่ละตัว ภาษีควรจะแบ่ง ไม่ควรจะเท่ากันทั้งหมด เช่น สินค้าที่ทำจากประเทศไทยจริงๆ โดยไม่ได้นำเข้าจากประเทศใดควรจะคิดภาษีอย่างไร หรือสินค้าที่นำเข้าจากประเทศอื่นและไทยเป็นฐานประกอบ และส่งออกภาษีจะคิดเป็นอย่างไร ถึงจะยุติธรรมกับคนไทย เพราะหลายที่นำเข้าชิ้นส่วนมาจากจีนเพื่อมาประกอบในเมืองไทยและส่งออกไปในนามของประเทศไทย  ดังนั้นต้องปรับปรุงให้ชัดเจน”

“อยากให้ภาครัฐหาตลาดใหม่และอยากให้ทูตพาณิชย์ของไทยในแต่ละประเทศที่ได้ทำหน้าที่ส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศต้องทำงานหนักกว่านี้จะต้องเป็นทูตพาณิชย์ละเอียดรู้ว่าช่องทางเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าเราไปเปิดตลาดใหม่เราไปเดี่ยวๆไม่ได้เราต้องหาคู่ค้าในแต่ละประเทศและไปเจรจาเพื่อที่จะรู้ว่าในตลาดของแต่ละประเทศนั้นเค้าต้องการสินค้าอะไรบ้าง ทำให้ทูตพาณิชย์ในแต่ละประเทศมีความสำคัญมาก หาทางพูดคุยกับผู้ค้าและมาจับมือกับผู้ประกอบการในไทยให้ได้ มันก็จะมีโอกาสในการเปิดตลาดได้” ประธานสภาอุตสาหกรรมเชียงใหม่ กล่าว

Chiang Mai-private-sector-concerned-about-Trump-tax-SPACEBAR-Photo05.jpg

ขณะที่ โรเบิร์ต เอฟ โกเดด เอกอัครราชทูตสหรัฐอมริกา ประจำประเทศไทย ได้เคยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการทางภาษีที่ส่งผลกระทบถึงภาคเหนือของประเทศไทยเอาไว้ว่า

“ทางสหรัฐอเมริกามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสานต่อในเรื่องของการค้าและการลงทุนโดยเฉพาะการนำมาซึ่งความเป็นหุ้นส่วนในเชิงเศรษฐกิจซึ่งจะยังความมั่งคั่งให้กับคนไทยและคนในสหรัฐอเมริกา

ทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และทางรัฐบาลไทยก็คงอยู่ระหว่างการเจรจาหารือในเรื่องของมาตรการต่างๆ ในเรื่องของภาษีรวมถึงเรื่องของการค้า รวมถึงข้ออุปสรรคต่างๆ การค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศ

 เราก็มองหาหนทางที่จะก้าวไปสู่หนทางข้างหน้าร่วมกัน และนำมาซึ่งความมั่งคั่งร่วมกันต่อไป ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอาจจะมีความสมดุลหรือระดับของการค้า อาจจะสามารถมีการปรับให้มีความเป็นธรรมกับ 2 ฝ่ายได้มากกว่านี้

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาก็ยังมีความมุ่งมั่นต่อไปที่จะทำให้การค้าเกิดความเป็นธรรมยิ่งขึ้นระหว่างกัน ดังนั้นผลของการเจรจาก็อาจจะยังไม่สามารถแจ้งได้แต่ระหว่างนี้ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ อย่างไรก็ตามหวังว่าจะก่อให้เกิดความความสำเร็จด้วยดี”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์