เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มขยายตัว 4.8% ในไตรมาสแรกของปีนี้ จากการสำรวจนักวิเคราะห์ของ AFP เพิ่มขึ้นจากระดับ 4.5% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากภาคการส่งออกที่อานิสงส์จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศยังคงอ่อนแรง
ตัวเลขดังกล่าวถือว่าอยู่ในระดับบนของกรอบเป้าหมายการเติบโตที่รัฐบาลจีนกำหนดไว้ที่ 4.5–5.0% แม้จะเป็นเป้าหมายที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2534 ยกเว้นช่วงการแพร่ระบาดในปี 2563
การส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
ซาราห์ ตัน นักวิเคราะห์จากมูดี้ส์ อนาลิติกส์ ระบุว่า การเติบโตในระดับที่รัฐบาลปักกิ่งตั้งเป้าไว้ “สะท้อนความไม่สมดุลของเศรษฐกิจ” โดยแรงขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากอุปสงค์ต่างประเทศ ขณะที่แรงส่งจากภายในประเทศยังอ่อนแอ
ทั้งนี้ จีนทำสถิติส่วนเกินการค้าสูงสุดถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา การขยายตัวของการส่งออกจึงเป็นเสมือน “เส้นเลือดหลัก” ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ท่ามกลางปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังฉุดการลงทุนและความเชื่อมั่นผู้บริโภค
ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง
แดน หวัง ผู้อำนวยการทีมจีนจากยูเรเชีย กรุ๊ป มองว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้โลกพึ่งพาการส่งออกจากจีนมากขึ้น เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานและความมั่นคงด้านพลังงานของจีนได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังช่วยกระตุ้นความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนในตลาดต่างประเทศ โดยข้อมูลทางการล่าสุดระบุว่า การส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดในเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้นถึง 140% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ความท้าทายจากอุปสงค์ภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันจากการบริโภคภายในประเทศที่ซบเซา นับตั้งแต่สิ้นสุดการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า จีนจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่โมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภาคครัวเรือน แทนการพึ่งพาการก่อสร้างและการส่งออก
ด้านวิกฤตหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2563 ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยเดเร็ก ซิสเซอร์ส นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันอเมริกัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ระบุว่า “การบริโภคจะไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง จนกว่าภาคอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาแข็งแรง”




