นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เผย ได้เข้าพบและมอบนโยบายการทำงานให้กับ 3 กรมภาษีที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ได้แก่ กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และกรมสรรพากร โดยได้ให้ทุกกรม นำเสนอมาตรการทางภาษีที่จำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น (วางแนวทางขยายฐานภาษี เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี ลดการใช้ดุลยพินิจ ป้องกันและอุดช่องโหว่ ไม่ให้เกิดการรั่วไหล) ก่อนจะนำไปพิจารณาเสนอต่อในที่ประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่เงินดิจิทัล 10,000 บาท จะเข้าสู่ระบบในช่วงปลายปี
ขณะเดียวกัน ได้วางแผนแนวนโยบายกลไกภาษีระยะยาว ซึ่งจะมีผลในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องไปกับนโยบายของรัฐที่สำคัญ อาทิ นโยบาย ESG การลดฝุ่น PM2.5 การส่งเสริม และช่วยเหลือด้านสาธารณสุข และผู้สูงอายุ รวมทั้งการสนับสนุนให้ไทยเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว
สำหรับเรื่องการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2567 ยืนยันว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แม้บางหน่วยงานอาจจัดเก็บรายได้เกินเป้า บางหน่วยต่ำกว่าเป้า ก็เป็นการชดเชยกันไป ส่วนกรมสรรพสามิตซึ่งประเมินแล้วว่าทั้งปีจะจัดเก็บรายได้น้อยกว่าประมาณการ ก็เข้าใจได้ เพราะรัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือในการลดภาษีน้ำมันเพื่อช่วยเหลือประชาชน




