CIMB THAI เปิดมุมมองเศรษฐกิจไทย ยังไม่พ้นวิกฤต ชี้ ‘ปีหน้าเผาจริง!’

7 ธ.ค. 2565 - 10:33

  • สำนักวิจัย ซีไอเอ็มบี ไทย ห่วงเศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหารอบด้าน

  • แนะจับตาปัจจัยเสี่ยงทุบเศรษฐกิจ

CIMB_THAI_economy_thailand_risk_factor_crisis_SPACEBAR_Thumbnail_1ff7e181ce.jpeg
อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เผย สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย คงการคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2565 ที่ 3.2% และปี 2566 ที่ 3.4% แม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวดีเกินคาดในช่วงไตรมาส 3 ที่ GDP เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนถึง 4.5% (yoy) หรือขยายตัวจากไตรมาสก่อนหน้า หลังปรับฤดูกาลถึง 1.2% (qoq,sa) แต่การฟื้นตัวหลักมาจากการเปิดเมืองและการเปิดรับการท่องเที่ยวจากต่างชาติที่มากขึ้น กลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์ยังกระจุกตัวในกลุ่ม โรงแรม ร้านอาหาร และการขนส่ง ขณะที่การใช้จ่ายในกลุ่มอื่นๆ ยังขยายตัวไม่โดดเด่น รวมถึงการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐยังเป็นปัจจัยฉุดรั้งเศรษฐกิจต่อเนื่องในปีนี้ จึงคาดว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสสี่จะขยายตัวได้ 3.7%yoy หรือ 0.6%qoq,sa โดยการส่งออกน่าจะเริ่มชะลอลงอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้าท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เติบโตช้าลง 

สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยนั้นมองว่า ขณะที่เศรษฐกิจกำลังมีความเปราะบางและเผชิญความเสี่ยงเรื่องหนี้ครัวเรือนเช่นนี้ การขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ ทางสหรัฐกำลังอยู่ช่วงปลายทางของการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว และน่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปถึงระดับสูงสุดในช่วงไตรมาส 1-2 ในปีหน้า ดังนั้นแล้ว ทางธนาคารแห่งประเทศไทยน่าจะหยุดขึ้นดอกเบี้ยได้ช่วงกลางปี ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ระดับ 2% ในช่วงกลางปีหน้า จากระดับ 1.25%  ในปลายปีนี้ อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อของไทยยังมีความเสี่ยงที่จะอยู่เหนือกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อระดับบนที่ 3% ซึ่งทาง ธปท. ยังไม่น่าส่งสัญญาณการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังปีหน้าได้ 

ขณะที่ในส่วนของทิศทางอัตราแลกเปลี่ยน มองว่า เงินบาทมีแนวโน้มผันผวนตามการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันที่ลดลง โดยมองเงินบาทไว้ที่ระดับ 36.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายปี 2565  

อย่างไรก็ดี เรากังวลในส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐที่ยังสูงในช่วงครึ่งแรกปีหน้า ประกอบกับการส่งออกที่ยังมีทิศทางไม่สดใสและรายได้จากการท่องเที่ยวยังไม่กลับมาเต็มที่ ซึ่งน่าจะยังทำให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึงกลางปีหน้า และน่าจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ก่อนพลิกกลับมาแข็งค่าในช่วงปลายปีตามการฟื้นตัวของรายได้จากการท่องเที่ยว และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย โดยเรามองเงินบาทที่ระดับ 34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปลายปี 2566 

“ที่มองว่า ในปี 2565 ตลาดเงินตลาดทุนและภาพรวมเศรษฐกิจได้ผ่านสิ่งเลวร้ายและความผันผวนมามาก แต่ปี 2566 ยังน่าห่วงกว่านี้ แท้จริงแล้วน่าจะถูกครึ่งเดียว ตรงที่ความเสี่ยงมีมากขึ้นในมุมความเสี่ยงสารพัด ทั้งจากความเสี่ยงในปีนี้ที่อาจรุนแรงขึ้น และอาจมีความเสี่ยงอื่น ๆ ตามมาด้วย” 
CIMB_THAI_economy_thailand_risk_factor_crisis_01_906e37bd36.jpeg
ส่วนด้านปัจจัยเสี่ยงในปี 2566 นั้นยังคงปัจจัยเสี่ยงที่ต่อเนื่องมาจากปีนี้ ประกอบด้วย
  • ปัญหาการรุกรานของรัสเซียในยูเครนที่ยืดเยื้อ  
  • ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อสกัดเงินเฟ้อ จนเศรษฐกิจสหรัฐถดถอยแรงกว่าคาด  
  • จีนล็อกดาวน์ในหลายพื้นที่ต่อเนื่อง ตามมาตรการ Zero-Covid แต่รอบนี้มีการประท้วงในหลายเมือง ซึ่งสะท้อนความไม่พอใจของประชาชนต่อนโยบายนี้ ขณะที่รัฐบาลจีนยังไม่มีท่าทีผ่อนปรน หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็น่าจะกระทบอุปสงค์ในประเทศจีน โดยเฉพาะต้องติดตามว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนจะมีปัญหา จนฟองสบู่แตก ราคาที่ดินร่วงหรือไม่ เพราะจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาหนี้ที่สูงในภาคส่วนนี้ รวมทั้งทำให้ห่วงโซ่การผลิตชะงักงัน และอาจจะส่งผลให้การส่งออกและการผลิตในประเทศต่างๆ ได้รับผลกระทบตามมาด้วยเนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนวัตถุดิบจากจีน   
  • และอาจมีความเสี่ยงอื่น ๆ ตามมาในปีหน้า ได้แก่ วิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรป โดยเฉพาะในประเทศที่มีหนี้ภาครัฐสูง เช่น อิตาลี หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้น จนนักลงทุนกังวลปัญหาการผิดนัดชำระหนี้เช่นในอดีต รวมถึงวิกฤติตลาดเกิดใหม่ สืบเนื่องจากปีนี้ที่หลายประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อเงินสำรองระหว่างประเทศลดลงเร็วจากรายจ่ายด้านน้ำมันและเงินโอนออกนอกประเทศ ขณะที่รายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวหดหาย และโควิดกลายพันธุ์ แพร่ได้เร็ว หลบภูมิคุ้มกัน แม้อาการไม่รุนแรง แต่จะส่งผลให้มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบสาธารณสุขโดยรวมอีกรอบ 
สำหรับปัจจัยการเมืองที่คาดว่าจะมีการเลือกตั้งในปีหน้านั้น มองว่าการเลือกตั้งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยเชื่อว่าในส่วนเงินทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนก็จะ wait and see เพื่อรอดูความต่อเนื่องนโยบายของรัฐบาลใหม่ รวมถึงความท้าทายในเรื่องของระยะเวลาที่จะจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงการกระจายการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในช่วงของกิจกรรมเลือกตั้งด้วย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์