COFACT แนะใช้ สติ สู้ยุคมหาสงครามข้อมูล

27 พ.ย. 2568 - 14:06

  • ผู้บริหาร COFACT เชื่อว่า เรากำลังอยู่ในยุคมหาสงครามข้อมูลที่มีข่าวจริงและลวงจำนวนมาก

  • หนทางที่จะเป็นทางออกดีที่สุด คือ การสร้างภูมิคุ้มกัน ให้ตัวเองและเยาวชน

  • อาจจะต้องร่วมกันคิดหาทางออก ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่

COFACT แนะใช้ สติ สู้ยุคมหาสงครามข้อมูล

COFACT แนะติดอาวุธ สติ สู้ยุคมหาสงครามข้อมูล

สุภิญญา กลางณรงค์  ผู้ก่อตั้งภาคีโคแฟค (COFACT Thailand) สนทนากับ SPACEBAR ถึง การแสวงหาความจริง ท่ามกลางกระแสข่าวลวงว่า เรากำลังอยู่ในยุคที่ท้าทายมาก คุณมาเรีย เรสซา สื่อมวลชนที่ได้รับรางวัลโนเบล เปรียบเทียบยุคสมัยว่าเรากำลังอยู่ในยุค Information Armageddon หรือ ยุคมหาสงครามข้อมูลที่อาจจะนำไปสู่วันสิ้นสุดของความจริง เพราะเราอยู่ในยุคที่ยากจะรู้ว่าอะไรจริง หรือไม่จริง จากจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ในโลกออนไลน์ มีจำนวนมากมายมหาศาลมีการผลิตซ้ำ บางข้อมูลจริง บางข้อมูลไม่จริง พอเอามาใช้ในบริบทใหม่ หรือมาทำเป็นข้อมูลลวงหรือมาผลิตซ้ำ ทำให้คิดว่าเป็นข้อมูลจริง แม้จะมีองค์กรสื่อหรือองค์กรตรวจสอบข่าวก็ไม่ทัน เพราะผลการตรวจสอบไม่ไปถึงผู้รับข้อมูลนั้น 

“นี่คือความท้าทายในเวลานี้ เพราะไม่ใช่เราไม่มีสื่อที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ข้อเท็จจริงไปไม่ถึงคนที่ได้รับข้อมูลที่ไม่จริง ที่ยากกว่านั้นคือ ภาวะอารมณ์  คนพร้อมที่จะเชื่อแชร์อะไรตามความเชื่อ ความคิด จริต หรืออุดมการณ์ของตนเอง ที่เรียกว่า Confirmation Bias  เชื่อตามอุดมคติที่ตัวเองชอบ ตามอคติที่เกลียดชัง  อันนี้ยิ่งเป็นอุปสรรคเพราะบางทีข้อเท็จจริงไม่เพียงพอในการหักล้างและโต้แย้ง แต่สื่อก็ไม่สามารถจะไปละเลยหรือตรวจสอบตามข้อเท็จจริง สื่อต้องใจใจ และนำเสนอ โดยยืนยันตามหลักการ คือ Fact และ Fairness ”

การเลือกตั้งที่จะมาถึงสื่อคงต้องพยายามนำเสนอข้อเท็จจริงให้มากที่สุด อยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม ที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ให้เสรีภาพอย่างสมดุล ไม่ใช่แต่องค์กรสื่อสื่อ ต้องทำหน้าที่ ผู้บริโภคหรือประชาชน ก็ต้องตื่นตัวและรู้เท่าทัน ยุคนี้ต้องตั้งสติมากๆ เพราะสิ่งที่เราเห็นอาจจะไม่น่าเชื่อ สิ่งที่เรานำเสนออาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราคิดว่าถูกต้องอาจจะไม่ใช่คามจริง ยุคนี้มีทั้งเรื่องที่เป็นความจริงครึ่งเดียว หรือ Alternative fact  ทั้งหมดถือว่าเป็นข้อไม่จริงทั้งนั้น

“เรื่องตลกการพูดเสียดสี ล้อเลียน ก็เป็นประเภทหนึ่งของคอนเทนท์ลวง มันอาจถูกเอาไปผลิตซ้ำ หยีดหยาม ภาพเหล่านี้บางคนมองว่าเป็น Disinformation สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทุกบ่อยๆ จะเป็นการปลูกฝังความคิดความเชื่อ บางทีเราดูละคร ดูแล้วเป็นเรื่องธรรมดา ขำๆ พระเอกข่มขืนนางเอก ดูถูกด่าคนใช้ที่เป็นคนต่างจังหวัด ดูไม่มีสาระแต่มันไปฝังอยู่ในจิตสำนึกเรา คนที่เขารับสารเขารู้สึก แล้วเราก็รู็สึกว่าเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องธรรมดา ทั้งที่มีผลกระทบกับคนในระยะยาว เรื่องขำๆ รับง่ายมากว่าข่าวที่เป็นเครียดๆ “

คนยุคใหม่ ไม่ค่อยสนใจ ข่าวเจาะข่าวเครียด เพราะต้องใช้เวลาคิด มันจึงยากที่จะเข้าใจผิดกับคอนเทนท์ที่รับง่ายๆ รับไปทุกวันเหมือนกินของหวาน สื่อที่มาในรูปวิดีโอ คลิปสั้น จะไปฝังอยู่ในความรู้สึกของเรา แม้แต่ข่าวที่มีความจริงครึ่งเดียวใส่ความคิดเห็นลงไปแล้วทำให้เชื่อ รวมถึง ผรุสวาจา ความรุนแรง คือ สื่อยุุคใหม่ยังมีความยาก บางทีเป็น  AI เราก็รู้ว่าเป็น AI ก็ยังโดนตั้งคำถามว่า รู้ได้ยังไง เอา AI มาตรวจสอบใช้ได้หรือ เราจะเชื่อได้ยังไง มันดูยากขึ้น 

“เราเข้าสู่ยุคที่ เออ ช่างหัวมัน ปล่อยมันไป บางก็รู้สึกไม่ได้เราต้องห้ามมัน มันกลับมาที่การสร้างภูมิคุ้มกันแบบปัจเจกบุคคล  ที่ต้องมีสติ ลดอารมณ์ ลดอคติ เอาข้อเท็จจริงมาเป็นตัวตั้ง ทางรอดให้ได้ในมหาสงครามข้อมูล คนส่วนหนึ่งอาจจะเลือกที่จะหลบไปไม่ใช้มือถือ นั่งสมาธิ 

ผู้ก่อตั้งโคแฟค แสดงความเป็นห่วงสื่อมวลชนที่พยายามทำงานคุณภาพว่า แนวโน้มไม่ดีนักสำหรับสื่อมืออาชีพที่พยายามทำสื่อที่มีคุณภาพ เพราะคนจะเริ่มเบื่อ เรื่องหนักๆ คนไม่อยากอ่านละเอียดนอกจากคนที่ต้องใช้ข้อมูลทำงาน หรือต้องใช้งาน พอเป็นเรื่องชาวบ้านเรื่องอินฟูลจะเข้าถึงง่ายแม้มันจะมีอายุไม่ยาวมาเร็วเปลี่ยนเร็ว ข่าวที่ตั้งใจทำจะคนไม่สนใจ คนอ่อนล้าในข้อมูลข่าวสาร บางทีเราเองก็อยากทำอะไรที่ผ่อนคลาย ไม่อยากโต้ตอบ เพราะความคิดเห็นเดียวนี้รุนแรง สุดโต่ง สู้ไปคุยในกลุ่มปิดที่คุยกันสบายๆ ดีกว่า คนส่วนหนึ่งจะเหนื่อย จนหลีกหนีข้อมูลข่าวสารไปเลย

“คนเจนเอ็กซ์ ชอบที่จะย้อนกลับไปหาความทรงจำ จะยังอยากอ่านอะไรที่ยาวๆ คนเจนใหม่ไม่อยากอ่าน ไม่อยากกล้บมาเสพข่าว การสู้กับ Human Interest มันยาก คนที่ชอบควารุนแรงยังพร้อมฟาดทุกเรื่อง ก็ฟาดต่อไป”

สุภิญญา สรุปว่า พูดแล้วดูเหมือนไม่มีทางออก เราคงต้องดึงตัวเอง กล่าวมาอยู่กับสติ ไม่ให้ถูกลากไปหาสงครามข้อมูลข่าวสาร สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเด็กๆ เจนนี้ คนเจนก่อน จะมีวิธีดูแลตัวเอง แต่คนรุนใหม่เราจะดูแลยังไงไม่ให้จมลงในมหาสงครามข้อมูล หรือต้องบรรจุเป็นนโยบายของรัฐบาลไหมว่า จะมีวิธีการใดไม่ให้คนใช้สื่อจนกลายเป็นซึมเศร้ายากจะเยียวยา พรรคการเมืองคงต้องมีนโยบายด้านนี้บางที่จะช่วยให้คนรู้เท่าทัน และดูแลตัวเองได้ ไม่ใช่แค่ป้องกันสแกมเมอร์ ข่าวลวงอย่างเดียว เราคงต้องช่วยกันคิดหาทางออกแล้วร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนทุกกลุ่มโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์