บริษัททั่วโลกเริ่มรู้สึกถึงภาระค่าใช้จ่ายเทคโนโลยี AI ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากสิ้นสุดยุค "subsidized intelligence" หรือการอุดหนุนค่าบริการ AI ที่นักลงทุนเป็นผู้จ่ายให้แทนลูกค้า ส่งผลให้บริษัทต่างๆ ต้องปรับกลยุทธ์การใช้งาน AI ใหม่
ยุคใหม่ของการทำกำไรจาก AI
Kevin Simback จาก Delphi Labs ระบุว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น เมื่อบริษัท AI ชั้นนำอย่าง OpenAI และ Anthropic เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์และต้องสร้างผลกำไรจริงๆ ในปีนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้พวกเขาใช้กลยุทธ์ขายในราคาต่ำเพื่อดึงดูดลูกค้า
ราคาบริการ AI เพิ่มขึ้นทั่วทุกแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะการใช้งาน AI Agent ที่สามารถทำงานซับซ้อนอย่างจองนัดหมาย เขียนโปรแกรม หรือจัดการไฟล์ ซึ่งแตกต่างจากแชทบอทธรรมดาที่ตอบคำถามเพียงอย่างเดียว
ปัญหาค่าใช้จ่ายโทเค็นพุ่งสูง
AI Agent ใช้ทรัพยากรมากกว่าเดิม เนื่องจากงานเดียวอาจต้องใช้ Agent หลายสิบตัวทำงานพร้อมกัน แต่ละตัวสร้างค่าใช้จ่ายที่วัดหน่วยเป็นโทเค็น งานที่ใช้ AI Agent อาจเผาผลาญโทเค็นมากกว่าการแชทธรรมดาหลายสิบเท่า
Mark Barton จาก Omniux เผยว่าในแวดวงนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ค่าใช้จ่าย AI สำหรับเขียนโค้ดเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ขณะเดียวกันชิปคอมพิวเตอร์และศูนย์ข้อมูลที่จำเป็นต่อการใช้งาน AI ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ
กลยุทธ์ลดต้นทุน
Jack Gold จาก J.Gold Associates ชี้ว่าบางบริษัทใช้ AI มากเกินไปในรูปแบบที่เรียกว่า "tokenmaxxing" จนค่าใช้จ่ายโทเค็นสูงกว่าเงินเดือนพนักงานภายในหนึ่งสองเดือน
บริษัทต่างๆ เริ่มปรับตัวโดยเปลี่ยนไปใช้โมเดล AI แบบ open-source ที่ฟรี หรือเลือกใช้โมเดลขนาดเล็กที่เฉพาะเจาะจงสำหรับอุตสาหกรรมหนึ่งๆ แทนโมเดลขนาดใหญ่ทั่วไป
อนาคตตลาด AI
Adrian Balfour จาก Enverso เปรียบเทียบว่าโมเดลขนาดใหญ่ราคา 15 ดอลลาร์ต่อล้านโทเค็น แต่โมเดลขนาดเล็กราคาเพียง 5 เซนต์ ทำให้ AI กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ความสำคัญอยู่ที่การหาโมเดลที่เหมาะสมในราคาที่ถูกต้อง
แม้กระนั้น John Belton จาก Gabelli Funds มองว่าผู้ใช้ขั้นสูงยังคงยินดีจ่ายเงินเพื่อโมเดลที่ดีที่สุด โดยตลาด AI โดยรวมยังคงขยายตัวต่อเนื่อง




