กระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อร่างระเบียบการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ฉบับใหม่ พ.ศ. 2569 ผลสำรวจความคิดเห็นผู้ประกันตน ร้อยละ 90 ไม่เห็นด้วยกับกติกาใหม่ที่จำกัดให้เลือกผู้แทนได้เพียง 1 คน จากเดิมที่เคยเลือกได้ 7 คน พร้อมตั้งคำถามถึงกระบวนการแก้ไขกติกาที่ไร้เงาฝ่ายนายจ้างและแรงงาน ซึ่งอาจบั่นทอนความชอบธรรมของบอร์ดชุดใหม่ที่จะเข้ามาคุมเค้กกองทุนใหญ่ที่สุดในประเทศ
เดิมพัน 2.65 ล้านล้าน กับชะตากรรมผู้ประกันตน 24.7 ล้านคน
บอร์ดประกันสังคม ไม่ใช่เพียงคณะกรรมการหน่วยงานรัฐทั่วไป แต่คือผู้ถือดุลยภาพตามหลัก "ไตรภาคี" (รัฐ-นายจ้าง-ลูกจ้าง) มีอำนาจชี้ขาดสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนกว่า 24.7 ล้านคน (ม.33, ม.39 และ ม.40) และกุมทิศทางการบริหาร กองทุนมูลค่ากว่า 2.657 ล้านล้านบาท
ความสำคัญยิ่งเพิ่มเป็นเท่าตัวในปี 2569 เมื่อสำนักงานประกันสังคมเตรียมปรับยุทธศาสตร์การลงทุนครั้งใหญ่ เพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสูงถึง 60% เพื่อดันผลตอบแทนให้ได้ร้อยละ 6 ท่ามกลางวิกฤต "สังคมสูงวัย" ที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้ภาระจ่ายสิทธิประโยชน์ชราภาพเติบโตเร็วกว่ารายรับ การตัดสินใจของบอร์ดชุดนี้จึงเป็นตัวกำหนดความมั่นคงในบั้นปลายชีวิตของแรงงานไทยอย่างแท้จริง
เทียบกติการเก่า-ใหม่ สะท้อนอะไร
สิทธิในการลงคะแนน กติกาเดิม (เลือกตั้งปี 2566) ผู้ประกันตน 1 คน สามารถเลือกผู้สมัครได้ 7 คน สอดคล้องกับจำนวนกรรมการที่มี 7 ที่นั่ง
ร่างกติกาใหม่ (ร่างระเบียบปี 2569) ผู้ประกันตน 1 คน สามารถเลือกผู้สมัครได้เพียง 1 คนเท่านั้น แม้ว่าจำนวนกรรมการจะยังมี 7 ที่นั่งเท่าเดิม
ผลกระทบต่อการลงคะแนน
กติกาเดิม ระบบนี้ทำให้คะแนนเสียงไม่แตก เอื้อให้เกิดการเลือก "ทีมผู้แทน" ที่มีจุดยืนทางนโยบายเป็นเอกภาพ ซึ่งทีมที่ได้รับความนิยมสามารถกวาดที่นั่งไปขับเคลื่อนนโยบายได้ยกชุด
กติกาใหม่ การเลือกได้เพียงคนเดียวทำให้คะแนนเสียงกระจัดกระจาย จึงเปิดช่องให้ผู้สมัครที่มีฐานเสียงเฉพาะกลุ่ม (แม้คะแนนความนิยมโดยรวมจะน้อย) สามารถแทรกตัวเข้ามาเป็นกรรมการได้ง่ายขึ้น
สัดส่วนที่นั่งตามประเภท
กติกาเดิม นับรวมผู้ประกันตนทุกมาตราไว้ด้วยกันในกลุ่มเดียว
กติกาใหม่ มีการแบ่งสัดส่วนที่นั่งของผู้แทนตามจำนวนสมาชิกจริงของแต่ละมาตรา (ม.33, ม.39 และ ม.40) เพื่อกระจายโอกาสและสะท้อนเสียงของกลุ่มแรงงานนอกระบบให้มากขึ้น
คุณสมบัติผู้สมัคร
กติกาเดิม ไม่ได้มีความเข้มงวดเรื่องระยะเวลาการส่งเงินสมทบเท่ากับระบบใหม่
ร่างกติกาใหม่ กำหนดเงื่อนไขชัดเจนว่าผู้ประสงค์จะสมัครต้องมีการส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 48 เดือน (4 ปี) ในมาตราใดมาตราหนึ่งหรือรวมกัน เพื่อให้ได้ผู้ที่มีประสบการณ์จริงในระบบ
ที่มาของร่างระเบียบ
กติกาเดิม เกิดจากการผลักดันและกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เครือข่ายแรงงาน และนักวิชาการที่ต่อสู้มาอย่างยาวนาน
กติกาใหม่ ถูกยกร่างโดยคณะอนุกรรมการที่มีตัวแทนจากฝ่ายรัฐเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่มีตัวแทนจากฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนเข้าร่วมด้วย ซึ่งถูกมองว่าขัดต่อหลักการไตรภาคี
"ในวันที่กองทุนต้องเสี่ยงมากขึ้นเพื่อความอยู่รอด บอร์ดประกันสังคมจึงไม่ใช่เรื่องการเมืองในกระทรวง แต่คือเรื่องเงินออมในอนาคตของคนทำงานทุกคน"
ชนวนขัดแย้งรัฐชี้ "สร้างความหลากหลาย" vs แรงงานจวก "ขบวนการล้มการเลือกตั้ง"
ความพยายามเปลี่ยนกติกาจาก "1 คนเลือกได้ 7 คน" เหลือ "1 คนเลือกได้ 1 คน" กลายเป็นจุดชนวนความขัดแย้งหลักทางนโยบาย
มุมมองฝ่ายรัฐ อ้างว่ากติกาเดิมทำให้เกิดการผูกขาดโดยทีมรณรงค์ที่เข้มแข็ง (กวาด 7 ที่นั่ง) การให้เลือกได้คนเดียวจะช่วยสร้างความหลากหลาย และการตั้งเงื่อนไขผู้สมัครต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 48 เดือน ก็เพื่อให้ได้คนที่มีประสบการณ์จริง ส่วนการแบ่งสัดส่วนตาม ม.33, 39, 40 ก็เพื่อความเป็นธรรมแก่แรงงานนอกระบบ
มุมมองเครือข่ายแรงงานและนักวิชาการ โต้แย้งว่าระบบใหม่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะกรรมการมี 7 ที่นั่ง แต่ให้เลือกได้แค่ 1 คน (ต่างจากการเลือกตั้ง ส.ส. เขตเดียวเบอร์เดียวที่มีที่นั่งเดียว) ผลลัพธ์คือ คะแนนเสียงจะกระจัดกระจาย จนกลุ่มจัดตั้งขนาดเล็กที่มีคะแนนเพียงไม่กี่พันเสียงสามารถแทรกตัวเข้าบอร์ดได้ ขณะที่ทีมที่มีนโยบายครองใจคนส่วนใหญ่กลับไม่ได้ที่นั่งครบชุด ทำลายเอกภาพในการขับเคลื่อนนโยบาย
รอยแผลเชิงโครงสร้าง กลุ่ม "ทีมประกันสังคมก้าวหน้า" และ Policy Watch ตั้งข้อสังเกตว่า คณะอนุกรรมการยกร่างระเบียบนี้มีเพียงตัวแทนฝ่ายรัฐ ขัดกับหลักการไตรภาคีอย่างสิ้นเชิง เข้าข่ายเป็นการ "ล้มผลการเลือกตั้งทางเนื้อหา" มากกว่าการยกเลิกกระบวนการตรงๆ
อย่าให้ความชอบธรรมสั่นคลอน
แม้สำนักงานประกันสังคมจะพยายามอำนวยความสะดวกด้วยการเปิดลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ e-Service และแอปพลิเคชัน SSO Plus ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมขยายเวลาลงทะเบียนเพื่อแก้ปัญหาการรับรู้ของประชาชน แต่คำถามใหญ่ที่สุดยังคงเป็นเรื่อง "ความชอบธรรม"
กลุ่มนักวิชาการและภาคประชาสังคมจึงได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อผ่าทางตันดังนี้
ทบทวนระบบลงคะแนน: พิจารณาระบบที่เปิดให้เลือกได้มากกว่า 1 คน โดยใช้สูตรคำนวณป้องกันการผูกขาด หรือแบ่งเขตเลือกตั้งย่อยตามภูมิภาค/กลุ่มอาชีพ
ดึงไตรภาคีกลับสู่กระบวนการ: ปรับโครงสร้างคณะกรรมการร่างระเบียบให้มีผู้แทนนายจ้างและผู้ประกันตนเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ
ยกระดับความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลการลงมติสำคัญของบอร์ด และสร้างช่องทางตรงให้ผู้ประกันตนประเมินผลการทำงานได้
หากร่างระเบียบนี้ถูกบังคับใช้จริงท่ามกลางเสียงคัดค้านถึง 90% คำถามสำคัญที่ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคการลงคะแนน แต่คือ "บอร์ดประกันสังคมที่แลนด์สไลด์มาจากกติกาที่ประชาชนไม่ยอมรับ จะรักษาความชอบธรรมในการบริหารเงิน 2.65 ล้านล้านบาท ได้นานแค่ไหน?" ในยุคที่ผู้ประกันตนตื่นรู้และพร้อมตั้งคำถามกับเงินทุกบาทของพวกเขา
เปรียบเทียบกติกาเก่า-ใหม่
ภายใต้กติกาเก่า ผู้ประกันตนสามารถสนับสนุนทีมผู้แทนที่มีจุดยืนนโยบายสอดคล้องกันได้ทั้งชุด ผู้ได้คะแนนสูงสุดอันดับ 1 ถึง 7 ได้รับตำแหน่งกรรมการ ทำให้บอร์ดมีความเป็นเอกภาพเชิงนโยบายพอสมควร
กติกาใหม่กำหนดให้เลือกได้เพียง 1 คน ทำให้คะแนนเสียงกระจัดกระจายมากขึ้น และเปิดช่องให้ผู้สมัครที่มีฐานเสียงเฉพาะกลุ่มแต่คะแนนนิยมโดยรวมไม่สูง สามารถแทรกตัวเข้าเป็นกรรมการได้ในสถานการณ์ที่คะแนนถูกแบ่งออกหลายทาง
นักวิชาการบางส่วนยกตัวอย่างสถานการณ์สมมติว่า หากผู้สมัครอันดับ 1 ได้ 100,000 คะแนน ขณะที่อีกคนได้เพียง 2,000 คะแนน ภายใต้กติกาใหม่ที่คะแนนกระจัดกระจาย ผู้สมัครคะแนนน้อยกว่าอาจเข้าสู่ตำแหน่งกรรมการได้ ในขณะที่ทีมที่ได้รับความนิยมกว้างขวางอาจไม่ได้ที่นั่งครบ 7 คนเหมือนระบบเดิม
สัดส่วนตามมาตราและคุณสมบัติผู้สมัคร
นอกจากการเปลี่ยนจำนวนผู้สมัครที่เลือกได้ ร่างระเบียบใหม่ยังนำเสนอการแบ่งจำนวนผู้แทนแยกตามประเภทผู้ประกันตน ได้แก่ มาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 โดยใช้สูตรคำนวณสัดส่วนตามจำนวนสมาชิกจริงในแต่ละกลุ่ม เพื่อให้แต่ละกลุ่มมีโอกาสได้ตัวแทนมากขึ้น
แนวคิดนี้ถูกนำเสนอว่าเป็นการเพิ่มความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง เพราะในการเลือกตั้งครั้งแรก มีข้อกังวลว่าผู้แทนอาจมาจากกลุ่มประเภทเดียวเป็นส่วนใหญ่ และเสียงของแรงงานนอกระบบในมาตรา 40 อาจไม่ถูกสะท้อนอย่างเพียงพอ
ด้านคุณสมบัติผู้สมัคร ร่างระเบียบกำหนดให้ผู้ประสงค์จะสมัครต้องมีการส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 48 เดือนในมาตราใดมาตราหนึ่งหรือรวมกัน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้แทนมีประสบการณ์จริงในระบบ อย่างไรก็ดี บางฝ่ายตั้งคำถามว่าเงื่อนไขนี้อาจปิดกั้นคนรุ่นใหม่หรือผู้ที่เพิ่งเข้าระบบ แม้จะมีศักยภาพด้านนโยบายสาธารณะก็ตาม
ช่องทางลงทะเบียนและใช้สิทธิเลือกตั้ง
สำนักงานประกันสังคมเปิดช่องทางลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมหลายช่องทาง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกันตนและนายจ้างทั่วประเทศ
ช่องทางออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง
นายจ้างและผู้ประกันตนสามารถลงทะเบียนผ่านระบบ e-Service บนเว็บไซต์ www.sso.go.th และแอปพลิเคชัน SSO Plus บนสมาร์ตโฟน ซึ่งรองรับการใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกใช้เทคโนโลยี สามารถดำเนินการได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ สำนักงานจังหวัด และสาขาทั่วประเทศ
สำนักงานประกันสังคมยังได้ประกาศขยายเวลาลงทะเบียนเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ยังไม่ได้ดำเนินการมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานรับรู้ถึงข้อจำกัดด้านการเข้าถึงข้อมูลและความไม่คุ้นเคยกับกระบวนการเลือกตั้งรูปแบบนี้ของผู้ประกันตนจำนวนมาก
ผลสำรวจ ร้อยละ 90 ไม่เห็นด้วยกับการเลือกได้ 1 คน
ผลสำรวจความคิดเห็นต่อร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่เผยแพร่ผ่าน Thai PBS ส่งสัญญาณชัดเจน ประเด็นการเปลี่ยนระบบให้เลือกได้เพียง 1 คน มีผู้ไม่เห็นด้วยสูงถึงร้อยละ 90 ตัวเลขนี้บอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่าฐานผู้ประกันตนส่วนใหญ่รู้สึกว่ากติกาใหม่ลดทอนพลังในการเลือกทีมตัวแทนที่ตรงกับความต้องการของตน
กลุ่ม "ทีมประกันสังคมก้าวหน้า" และเครือข่ายแรงงานหลายองค์กรรณรงค์อย่างแข็งขันในช่วงประชาพิจารณ์ โดยชี้ให้เห็นผลกระทบเชิงโครงสร้างและตั้งคำถามต่อกระบวนการแก้ไขระเบียบที่คณะอนุกรรมการมีตัวแทนจากฝ่ายรัฐเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่มีฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนร่วมด้วย ซึ่งขัดต่อหลักไตรภาคีที่เป็นรากฐานของระบบประกันสังคม
เสียงจากหลายมุม รัฐ แรงงาน และนักวิชาการ
มุมมองฝ่ายรัฐ ฝ่ายรัฐอาจอธิบายการเปลี่ยนกติกาว่าเป็นความพยายามสร้างความหลากหลายของตัวแทนในบอร์ด และหลีกเลี่ยงการผูกขาดที่นั่งโดยทีมใดทีมหนึ่ง เพราะในระบบเดิมที่เลือกได้ 7 คน ทีมที่มีการรณรงค์เข้มแข็งอาจกวาดที่นั่งทั้ง 7 ที่ ทำให้บอร์ดขาดความหลากหลายทางความเห็น นอกจากนี้ เงื่อนไขส่งเงินสมทบ 48 เดือนก็ถูกนำเสนอว่าเป็นการคัดกรองให้ได้ตัวแทนที่เข้าใจปัญหาจากประสบการณ์จริง
มุมมองเครือข่ายแรงงาน ฝ่ายเครือข่ายแรงงานและนักวิชาการมองต่างออกไป พวกเขาเห็นว่าการจำกัดให้เลือกได้คนเดียวทำให้คะแนนเสียงกระจัดกระจาย และเปิดช่องให้กลุ่มจัดตั้งเฉพาะเข้ามามีอิทธิพลโดยไม่สะท้อนเสียงส่วนใหญ่จริงๆ บทวิเคราะห์ของ Policy Watch ไทยพีบีเอสยังตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนกติกาในลักษณะนี้อาจเป็น "ขบวนการล้มการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม" ในเชิงเนื้อหา มากกว่าการยกเลิกการเลือกตั้งอย่างเปิดเผย
มุมมองเชิงเปรียบเทียบ
หากเปรียบกับการเลือกตั้ง ส.ส. แบบเขตเดียวเบอร์เดียว ซึ่ง 1 เขตมี 1 ที่นั่งและผู้มีสิทธิเลือกได้ 1 คน สัดส่วนดูสมเหตุสมผล แต่การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมภายใต้กติกาใหม่ มี 7 ที่นั่งในฝ่ายหนึ่ง แต่ผู้มีสิทธิเลือกได้เพียง 1 คน ความไม่สมดุลนี้เองที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงกลางวงนักวิชาการและนักสังคมสงเคราะห์
ความท้าทายระยะยาว สังคมสูงวัยและอนาคตกองทุน
เบื้องหลังการถกเถียงเรื่องกติกา มีบริบทเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ระบบประกันสังคมไทยกำลังเผชิญกับสังคมสูงวัยที่รวดเร็ว ซึ่งหมายความว่าภาระของกองทุนจะเพิ่มขึ้นในขณะที่ฐานผู้ส่งเงินสมทบอาจไม่เติบโตทันกัน กองทุนจึงต้องหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อรักษาความยั่งยืน
การปรับพอร์ตลงทุนให้มีสินทรัพย์เสี่ยงถึง 60% ของกองทุน 2.65 ล้านล้านบาท หมายความว่าการตัดสินใจของบอร์ดเกี่ยวกับหุ้นต่างประเทศ ตลาดหุ้นไทย และสินทรัพย์ทางเลือก จะมีผลกระทบจริงต่อความมั่นคงในบั้นปลายชีวิตของผู้ประกันตนหลายสิบล้านคน
ในบริบทนี้ กติกาการเลือกบอร์ดไม่ใช่แค่ "เรื่องการเมืองในหน่วยงาน" แต่เป็นการกำหนดว่าใครจะเป็นผู้ร่วมตัดสินใจต่ออนาคตทางการเงินของแรงงานไทยในทศวรรษหน้า
บอร์ดประกันสังคมคืออะไร และทำไมการเลือกตั้งปี 2569 จึงสำคัญ
ลองนึกภาพองค์กรที่กุมชะตากรรมทางการเงินของแรงงานไทยเกือบหนึ่งในสามของประเทศ นั่นคือ คณะกรรมการประกันสังคม หรือที่รู้จักในชื่อ "บอร์ดประกันสังคม" ซึ่งมีอำนาจกว้างขวางในการกำหนดสิทธิประโยชน์ ทิศทางการลงทุน และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกันตนทุกกลุ่ม
โครงสร้างของบอร์ดยึดหลัก "ไตรภาคี" คือการมีตัวแทนจากสามฝ่ายร่วมกำหนดนโยบาย ได้แก่ รัฐ นายจ้าง และผู้ประกันตน เพื่อให้ระบบสะท้อนดุลยภาพระหว่างผลประโยชน์ของทุกฝ่าย อำนาจของบอร์ดครอบคลุมตั้งแต่การปรับสิทธิประโยชน์กรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ว่างงาน หรือชราภาพ ไปจนถึงการอนุมัติยุทธศาสตร์การลงทุนของกองทุนที่มีมูลค่ากว่า 2.657 ล้านล้านบาท ณ ช่วงปี 2568–2569
ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย สำนักงานประกันสังคมวางแผนปรับพอร์ตลงทุนครั้งใหญ่ โดยเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงเป็น 60% เพื่อดันผลตอบแทนแตะร้อยละ 6 ในปี 2569 ซึ่งหมายความว่าการตัดสินใจของบอร์ดแต่ละครั้งมีผลโดยตรงต่อเงินออมของผู้ประกันตนทุกคน
ผู้ประกันตน 24.7 ล้านคน คือผู้มีส่วนได้เสียหลัก
ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม ณ เดือนมีนาคม 2569 ระบุว่าประเทศไทยมีผู้ประกันตนรวมทั้งสิ้นกว่า 24.7 ล้านราย แบ่งเป็น มาตรา 33 หรือลูกจ้างในระบบที่นายจ้างและรัฐส่งเงินสมทบร่วม มาตรา 39 สำหรับผู้ที่เคยเป็นมาตรา 33 และต้องการคงสิทธิต่อ และมาตรา 40 สำหรับแรงงานนอกระบบที่สมัครใจส่งเงินสมทบเอง
ตัวเลขเหล่านี้แปลว่าบอร์ดประกันสังคมกำลังดูแลผลประโยชน์ของประชากรเกือบหนึ่งในสามของประเทศ กติกาการเลือกตั้งจึงไม่ใช่เรื่องภายในหน่วยงาน แต่เป็นคำถามสำคัญว่าผู้ใช้แรงงานจะมีสิทธิร่วมกำหนดนโยบายที่มีผลต่อชีวิตตนเองมากน้อยเพียงใด
เส้นทางสู่การเลือกตั้งโดยตรง การต่อสู้เกือบ 10 ปี
ก่อนปี 2566 ผู้แทนนายจ้างและผู้ประกันตนในบอร์ดไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ผ่านกลไกที่มีข้อวิจารณ์เรื่องความโปร่งใสและความชอบธรรม การเคลื่อนไหวของเครือข่ายแรงงาน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมกว่าเกือบ 10 ปี ในที่สุดนำไปสู่ระเบียบกระทรวงแรงงานฉบับใหม่ที่เปิดให้มีการเลือกตั้งโดยตรงเป็นครั้งแรกในปี 2566
การเลือกตั้งครั้งแรกนั้นใช้กติกาที่ให้ผู้ประกันตนหรือนายจ้าง 1 คน เลือกผู้สมัครได้ถึง 7 คน สอดคล้องกับจำนวนกรรมการฝ่ายละ 7 ที่นั่ง ระบบนี้เอื้อให้เกิดทีมตัวแทนที่มีเอกภาพเชิงนโยบาย เพราะเครือข่ายแรงงานสามารถรณรงค์ให้ผู้สนับสนุนเลือกชุดนโยบายและรายชื่อที่ตนเห็นด้วยได้ทั้งทีม
อย่างไรก็ดี เมื่อเข้าใกล้ครบวาระบอร์ดชุดแรก ก็ปรากฏความพยายามแก้ไขระเบียบที่มีนัยสำคัญ กระทรวงแรงงานจึงเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างระเบียบใหม่ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่าน www.law.go.thเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม และสำนักงานทั่วประเท
หัวใจของกติกาใหม่ จากเลือกได้ 7 คน เหลือเพียง 1 คน
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในร่างระเบียบปี 2569 คือการปรับระบบลงคะแนนจากที่ผู้ประกันตน 1 คนสามารถเลือกผู้สมัครได้ 7 คน เปลี่ยนเป็นเลือกได้เพียง 1 คนเท่านั้น
ข้อเสนอเชิงนโยบาย ทางออกที่นักวิชาการมองเห็น
จากเสียงวิจารณ์ในช่วงประชาพิจารณ์ นักวิชาการและภาคประชาสังคมเสนอแนวทางปรับปรุงหลายประการ เช่น การพิจารณาระบบลงคะแนนที่ให้เลือกได้มากกว่าหนึ่งคนแต่ใช้วิธีคำนวณที่ป้องกันการผูกขาด การแบ่งเขตเลือกตั้งย่อยตามกลุ่มอาชีพหรือภูมิภาค และที่สำคัญที่สุดคือการปรับกระบวนการร่างระเบียบให้มีตัวแทนจากฝ่ายนายจ้างและผู้ประกันตนร่วมในคณะอนุกรรมการอย่างเป็นทางการ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักไตรภาคีที่เป็นจิตวิญญาณของระบบประกันสังคม
มีข้อเสนอเรื่องการเสริมสร้างความโปร่งใสในระยะยาว เช่น การเผยแพร่ข้อมูลการตัดสินใจสำคัญของบอร์ดพร้อมเหตุผล การจัดช่องทางให้ผู้ประกันตนเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายโดยตรง และการประเมินผลการทำงานของบอร์ดอย่างโปร่งใส เพื่อให้บอร์ดไม่ใช่ "คณะกรรมการที่อยู่ห่างไกล" สำหรับผู้ส่งเงินสมทบทุกคน
กติกา 2569 สนามต่อรองระหว่างรัฐและผู้ประกันตน
กติกาการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม พ.ศ. 2569 จึงเป็นมากกว่าการแก้ไขรายละเอียดทางเทคนิค มันคือการปรับ "จุดสมดุล" ระหว่างอำนาจของรัฐกับอำนาจของประชาชนผู้ส่งเงินสมทบ โดยมีกองทุน 2.65 ล้านล้านบาทและอนาคตของแรงงานไทยกว่า 24 ล้านคนเป็นเดิมพัน
ความตึงเครียดระหว่างเจตนารมณ์ของรัฐที่ต้องการสร้างความหลากหลายในบอร์ด กับข้อเรียกร้องของผู้ประกันตนที่ต้องการรักษาพลังของเสียงส่วนใหญ่ เป็นสิ่งที่ผลสำรวจร้อยละ 90 ได้บอกเล่าอย่างชัดเจน
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคะแนนเสียงคือ ความตื่นตัวของผู้ประกันตนไทยที่เข้าร่วมแสดงความเห็น ติดตามข่าวสาร และรณรงค์เกี่ยวกับกติกาการเลือกตั้งบอร์ดที่เคยเป็นเรื่อง "ไกลตัว" ในอดีต ความตื่นตัวนี้อาจเป็นทรัพยากรทางสังคมที่มีค่ายิ่งกว่ากติกาข้อใดข้อหนึ่ง เพราะในระบบรัฐสวัสดิการที่ยั่งยืน พลเมืองที่ตื่นรู้และมีส่วนร่วมคือเสาหลักที่ทำให้ระบบทำงานได้จริง ไม่ใช่แค่บนกระดาษ
คำถามที่ทิ้งไว้ให้คิดต่อคือ หากผู้ประกันตนกว่า 90% ไม่เห็นด้วยกับกติกาใหม่ แต่กติกานั้นถูกนำมาใช้ในที่สุด ความชอบธรรมของบอร์ดที่ได้รับการเลือกตั้งมาภายใต้กติกาดังกล่าวจะยังคงอยู่ได้นานแค่ไหน ในยุคที่ผู้ประกันตนไทยเริ่มรู้ว่าเงินในกองทุนทุกบาทคือเงินของพวกเขา




