ในวันที่โลกธุรกิจกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนกติกาการแข่งขันอย่างรวดเร็ว “ห่วงโซ่อุปทาน” กำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดในการกำหนดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจทั่วโลก

ภายใต้บริบทดังกล่าว เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และกลุ่มธุรกิจในเครือ จัดงาน CP Sustainable Supply Chain Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Driving Competitive Advantage through Sustainable Growth” เพื่อสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจจากหลากหลายอุตสาหกรรม ยกระดับมาตรฐานห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทั้งระบบ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตที่แข่งขันได้และยั่งยืนในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่
งานดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้บริหาร คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียที่เข้าร่วมงานหลายร้อยราย สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นด้าน ESG การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน กำลังกลายเป็นวาระสำคัญของภาคธุรกิจ
เมื่อโลกเปลี่ยน การแข่งขันจึงเปลี่ยนจาก “องค์กร” สู่ “ทั้งห่วงโซ่อุปทาน”
ในอดีต ภาคธุรกิจอาจแข่งขันกันด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด หรือความเร็วในการผลิต แต่วันนี้ผู้บริโภค นักลงทุน และคู่ค้าทั่วโลกต่างต้องการคำตอบที่มากกว่าเดิม ทั้งที่มาของวัตถุดิบ วิธีการผลิต การใช้พลังงาน การปล่อยคาร์บอน ตลอดจนการดูแลสิทธิมนุษยชนและแรงงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ปัจจุบัน ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจจึงไม่ได้ถูกวัดจากประสิทธิภาพขององค์กรเพียงลำพังอีกต่อไป แต่ถูกประเมินจากความแข็งแกร่ง ความโปร่งใส และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ขณะเดียวกันหลายประเทศกำลังออกกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและการตรวจสอบย้อนกลับที่เข้มข้นขึ้น ทำให้ ESG กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้า การลงทุน และการเข้าถึงตลาดโลก
ด้วยเหตุนี้ องค์กรชั้นนำทั่วโลกจึงกำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อให้สามารถรับมือกับความเสี่ยง สร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว

“Partner Not Vendor” เปลี่ยนคู่ค้าสู่พันธมิตรเชิงกลยุทธ์
หนึ่งในหัวข้อสำคัญของงาน คือ “Supplier Transformation : Partner Not Vendor” โดย ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโลกธุรกิจยุคใหม่กำลังเข้าสู่ยุคที่องค์กรไม่สามารถเติบโตเพียงลำพังได้อีกต่อไป
“เรื่องของเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี AI รวมถึงวิกฤต Climate Change กำลังเปลี่ยนโลกธุรกิจอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เปลี่ยนไปพร้อมกับโลกก็คือ ห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งวันนี้ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจโลก และเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในอนาคต”
ดร.ธีระพล กล่าวว่า เครือซีพีให้ความสำคัญกับการพัฒนาคู่ค้าในฐานะ “Strategic Partner” มากกว่าการเป็นเพียงผู้ส่งมอบสินค้าและบริการ โดยมุ่งสนับสนุนให้คู่ค้ายกระดับศักยภาพด้าน ESG การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การลดคาร์บอน การเคารพสิทธิมนุษยชน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างนวัตกรรม เพื่อร่วมกันสร้างห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบ และพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต
“การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง โปร่งใส และยืดหยุ่น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย การเติบโตไปด้วยกันและยกระดับไปด้วยกัน คือรากฐานสำคัญของการสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับทุกคน” ดร.ธีระพล กล่าว
ภาคเอกชนคือพลังสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน
“ภาคเอกชนเป็นกลุ่มธุรกิจที่ยืนยงยาวนานมากกว่าภาครัฐบาล 4 ปี รัฐบาลก็เปลี่ยนตามวาระ แต่ภาคเอกชนเรายืนพื้น เพราะฉะนั้นการคง Policy ระยะยาวในการบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน หรือว่าการ Apply ตัวเองเพื่อให้เข้ากับระบบของโลก เรามีความได้เปรียบ แล้วเราเป็นความหวังในการที่จะยืน Policy ระยะยาวในการสร้างความเปลี่ยนแปลง”
— ดร.ธีระพล สะท้อนมุมมองต่อบทบาทของภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนความยั่งยืนในระยะยาว
มุมมองดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ภาคธุรกิจไม่ได้เป็นเพียงผู้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และสร้างมาตรฐานใหม่ของการเติบโตที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
3 ยุทธศาสตร์สร้าง Future-Ready Supply Chain
เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ Sustainable Supply Chain อย่างเป็นรูปธรรม เครือซีพีดำเนินงานผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่
1. Responsible Supply Chain การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้
2. Decarbonization & Circular Economy การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050
3. Human Rights การดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักการสากลตลอดห่วงโซ่คุณค่า
นอกจากนี้ เครือซีพียังสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครื่องมือและแพลตฟอร์มดิจิทัลด้าน ESG ระบบบริหารจัดการคาร์บอน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี รวมถึงความร่วมมือกับภาคการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึง Green Finance และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ

เมื่อ ESG และ AI กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการแข่งขัน
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือเวทีเสวนา “CP x TNN Earth Special Session : โลกเปลี่ยน Supply Chain เปลี่ยน” ที่รวบรวมผู้แทนจากองค์กรชั้นนำ อาทิ Huawei, CP AXTRA และ ERM-Siam ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับผลกระทบของ Climate Change ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI
เวทีดังกล่าวสะท้อนภาพตรงกันว่า “ความยั่งยืน” กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการแข่งขันทางธุรกิจ ขณะที่เทคโนโลยี ข้อมูล และนวัตกรรม จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้าง Supply Chain ที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกในอนาคต

ภายในงานยังมีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญของเครือซีพีและองค์กรพันธมิตร ครอบคลุมประเด็นสำคัญด้าน ESG มาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก การเตรียมความพร้อมด้าน ESG Audit การบริหารจัดการสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่คุณค่า
นอกจากนี้ ผู้บริหารจากกลุ่มธุรกิจต่างๆ ในเครือซีพี อาทิ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ซีพีแลนด์ และ Amaze ยังได้ร่วมแบ่งปันแนวทางการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของแต่ละธุรกิจ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าความยั่งยืนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ และเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต

สร้าง Ecosystem แห่งการเติบโต เพื่ออนาคตของธุรกิจไทย
การจัดงาน CP Sustainable Supply Chain Forum 2026 ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านความยั่งยืน แต่สะท้อนบทบาทของเครือซีพีในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนในระดับระบบนิเวศธุรกิจ (Business Ecosystem)
ภายใต้แนวคิด “Go Together, Scale Together” เครือซีพีเชื่อว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่คุณค่า เพื่อร่วมกันบริหารจัดการความเสี่ยง ยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ และสร้างคุณค่าร่วมให้กับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
เพราะในโลกที่ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการแข่งขัน คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ธุรกิจจะเติบโตได้เร็วเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าจะสามารถเติบโตไปพร้อมกับคู่ค้า ชุมชน และโลกใบนี้ได้อย่างไร?
และนั่นคือหัวใจสำคัญของการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนในศตวรรษที่ 21



