ปธ.สภาเอสเอ็มอี ประกาศความสำเร็จผลักดัน ‘Credit Term 45 วัน’
ชี้ก้าวสำคัญแก้ปัญหา SME ถูกยืดจ่ายเงิน ย้ำ “ขายของแล้วต้องได้เงิน ไม่ใช่ให้รายเล็กกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่”
ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ประกาศความสำเร็จในการผลักดันแก้ปัญหา Credit Term ของผู้ประกอบการ SME หลังคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือ กขค. เห็นชอบแนวทางยกระดับกติกาการชำระเงินระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่กับ SME โดยกำหนดกรอบการชำระเงินสำหรับธุรกิจการค้า การผลิต และบริการทั่วไปไม่เกิน 45 วัน และกลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปขั้นต้นไม่เกิน 30 วัน พร้อมยกระดับจากแนวปฏิบัติเดิมไปสู่กติกาที่สามารถบังคับใช้ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าได้
สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย หรือ สภาเอสเอ็มอี กล่าวว่า การขับเคลื่อนเรื่อง Credit Term เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สภาเอสเอ็มอีผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นปัญหาที่กระทบต่อสภาพคล่องของผู้ประกอบการโดยตรง โดยที่ผ่านมา SME จำนวนมากส่งสินค้าและบริการไปแล้ว แต่ต้องรอรับเงิน 60 วัน 90 วัน หรือบางกรณียาวถึง 120–180 วัน ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กต้องนำเงินของตัวเองหรือกู้เงินมาเป็นทุนหมุนเวียนแทนคู่ค้ารายใหญ่
“นี่เป็นก้าวสำคัญของ SME ไทย เพราะปัญหา Credit Term ไม่ใช่เรื่องของการขอความช่วยเหลือ แต่เป็นเรื่องความเป็นธรรมทางการค้า เมื่อ SME ส่งมอบสินค้าและบริการแล้ว SME ก็ควรได้รับเงินภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่ถูกบังคับโดยอำนาจต่อรองให้กลายเป็นผู้ให้สินเชื่อแก่ธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่า”
— สุปรีย์ กล่าว
ข้อมูลจาก กขค. ระบุว่า ปัญหาการยืดระยะเวลาชำระเงินของธุรกิจขนาดใหญ่สร้างเงินค้างในระบบ SME จำนวนมาก โดยมีการประเมินว่ามูลค่าเงินที่ติดค้างจากปัญหา Credit Term อาจสูงถึงประมาณ 200,000 ล้านบาทต่อปี การกำหนดกรอบ 30–45 วันจึงไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเรื่องระยะเวลาชำระเงิน แต่มีผลโดยตรงต่อเงินทุนหมุนเวียน ต้นทุนทางการเงิน และความสามารถในการอยู่รอดของธุรกิจรายเล็ก
สุปรีย์กล่าวว่า จุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ ในอดีตกติกา Credit Term มีลักษณะเป็นแนวปฏิบัติและเปิดช่องให้มีการกำหนดระยะเวลาที่แตกต่างออกไปตามเหตุผลทางธุรกิจ แต่ประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การอาศัยความสมัครใจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองระหว่าง SME กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างเพียงพอ
กขค. จึงเดินหน้ายกระดับมาตรการ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ต้องชำระค่าสินค้าหรือบริการให้แก่ SME ภายในกรอบเวลาที่กำหนด และเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้ การฝ่าฝืนอาจนำไปสู่การดำเนินการตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าได้
“สิ่งที่เราต่อสู้มาตลอดไม่ใช่การทำให้ SME ได้เปรียบธุรกิจขนาดใหญ่ แต่คือการทำให้ SME ไม่ต้องเสียเปรียบเพียงเพราะตัวเล็กกว่า”
ประธานสภาเอสเอ็มอีระบุ พร้อมชื่นชมคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าทั้งคณะที่ให้ความสำคัญกับปัญหาของผู้ประกอบการ และกล้านำปัญหาความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองในตลาดมาพิจารณาในเชิงโครงสร้าง
“ผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมการ กขค. ทั้งชุด รวมถึงสำนักงาน กขค. ที่รับฟังเสียงของผู้ประกอบการ และมองเห็นว่าปัญหา SME ไม่สามารถแก้ได้ด้วยสินเชื่อหรือมาตรการช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว หากกติกาในตลาดยังเปิดให้ผู้ที่มีอำนาจต่อรองมากกว่าสามารถผลักต้นทุนทางการเงินลงมายังผู้ประกอบการรายเล็กได้”
สุปรีย์ กล่าวว่า การที่ตนเองได้เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะอนุกรรมการของ กขค. ทำให้สามารถนำข้อเท็จจริง ปัญหา และข้อเสนอจากผู้ประกอบการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาโดยตรง และถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการเปิดพื้นที่ให้ภาค SME มีส่วนร่วมในการออกแบบกติกาการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม Credit Term 45 วันไม่ควรถูกมองว่าเป็นจุดสิ้นสุด แต่เป็น “ก้าวแรก” ของการสร้าง Fair Trading Practices หรือกติกาการค้าที่เป็นธรรมในประเทศไทย
หลังจากนี้ สภาเอสเอ็มอีจะเดินหน้าผลักดันประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลของอำนาจต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม การฝากขายหรือ Consignment การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม การบังคับเข้าร่วมโปรโมชั่น ตลอดจนกติกาของแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีผลต่อโอกาสในการแข่งขันของ SME
“ประเทศไทยช่วย SME มาหลายสิบปีด้วยสินเชื่อ โครงการ และงบประมาณจำนวนมาก แต่ถ้าเรายังปล่อยให้ SME ขายของแล้วต้องรอเงินสามเดือน สี่เดือน หรือหกเดือน เราก็กำลังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ”
“รัฐไม่จำเป็นต้องทำให้ SME ชนะ แต่รัฐต้องสร้างกติกาที่ทำให้ SME มีโอกาสชนะได้ และ Credit Term 45 วัน คือหนึ่งในก้าวสำคัญของการเปลี่ยนจากการช่วย SME ไปสู่การสร้างสิทธิและความเป็นธรรมให้ SME ในระบบเศรษฐกิจไทย”
— สุปรีย์ กล่าว





