สภาเอสเอ็มอี ชี้ Credit Term 45 วัน ลดภาระรอเงิน

3 ต.ค. 2569 - 13:00

  • สุปรีย์ชี้ผลักดัน Credit Term สำเร็จ ลดภาระรายเล็กรอเงินรายใหญ่

  • เกษตร 30 วัน สินค้า-บริการ 45 วัน ช่วย SME บริหารทุนหมุนเวียน

  • สภาเอสเอ็มอีเดินหน้าต่อ แก้สัญญา ฝากขาย และค่าธรรมเนียมไม่เป็นธรรม

สภาเอสเอ็มอี ชี้ Credit Term 45 วัน ลดภาระรอเงิน

ปธ.สภาเอสเอ็มอี ประกาศความสำเร็จผลักดัน ‘Credit Term 45 วัน’

ชี้ก้าวสำคัญแก้ปัญหา SME ถูกยืดจ่ายเงิน ย้ำ “ขายของแล้วต้องได้เงิน ไม่ใช่ให้รายเล็กกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่”

ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ประกาศความสำเร็จในการผลักดันแก้ปัญหา Credit Term ของผู้ประกอบการ SME หลังคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือ กขค. เห็นชอบแนวทางยกระดับกติกาการชำระเงินระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่กับ SME โดยกำหนดกรอบการชำระเงินสำหรับธุรกิจการค้า การผลิต และบริการทั่วไปไม่เกิน 45 วัน และกลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปขั้นต้นไม่เกิน 30 วัน พร้อมยกระดับจากแนวปฏิบัติเดิมไปสู่กติกาที่สามารถบังคับใช้ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าได้

สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย หรือ สภาเอสเอ็มอี กล่าวว่า การขับเคลื่อนเรื่อง Credit Term เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สภาเอสเอ็มอีผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นปัญหาที่กระทบต่อสภาพคล่องของผู้ประกอบการโดยตรง โดยที่ผ่านมา SME จำนวนมากส่งสินค้าและบริการไปแล้ว แต่ต้องรอรับเงิน 60 วัน 90 วัน หรือบางกรณียาวถึง 120–180 วัน ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กต้องนำเงินของตัวเองหรือกู้เงินมาเป็นทุนหมุนเวียนแทนคู่ค้ารายใหญ่

“นี่เป็นก้าวสำคัญของ SME ไทย เพราะปัญหา Credit Term ไม่ใช่เรื่องของการขอความช่วยเหลือ แต่เป็นเรื่องความเป็นธรรมทางการค้า เมื่อ SME ส่งมอบสินค้าและบริการแล้ว SME ก็ควรได้รับเงินภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่ถูกบังคับโดยอำนาจต่อรองให้กลายเป็นผู้ให้สินเชื่อแก่ธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่า”

— สุปรีย์ กล่าว

ข้อมูลจาก กขค. ระบุว่า ปัญหาการยืดระยะเวลาชำระเงินของธุรกิจขนาดใหญ่สร้างเงินค้างในระบบ SME จำนวนมาก โดยมีการประเมินว่ามูลค่าเงินที่ติดค้างจากปัญหา Credit Term อาจสูงถึงประมาณ 200,000 ล้านบาทต่อปี การกำหนดกรอบ 30–45 วันจึงไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเรื่องระยะเวลาชำระเงิน แต่มีผลโดยตรงต่อเงินทุนหมุนเวียน ต้นทุนทางการเงิน และความสามารถในการอยู่รอดของธุรกิจรายเล็ก

สุปรีย์กล่าวว่า จุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ ในอดีตกติกา Credit Term มีลักษณะเป็นแนวปฏิบัติและเปิดช่องให้มีการกำหนดระยะเวลาที่แตกต่างออกไปตามเหตุผลทางธุรกิจ แต่ประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การอาศัยความสมัครใจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองระหว่าง SME กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างเพียงพอ

กขค. จึงเดินหน้ายกระดับมาตรการ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ต้องชำระค่าสินค้าหรือบริการให้แก่ SME ภายในกรอบเวลาที่กำหนด และเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้ การฝ่าฝืนอาจนำไปสู่การดำเนินการตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าได้

“สิ่งที่เราต่อสู้มาตลอดไม่ใช่การทำให้ SME ได้เปรียบธุรกิจขนาดใหญ่ แต่คือการทำให้ SME ไม่ต้องเสียเปรียบเพียงเพราะตัวเล็กกว่า”

ประธานสภาเอสเอ็มอีระบุ พร้อมชื่นชมคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าทั้งคณะที่ให้ความสำคัญกับปัญหาของผู้ประกอบการ และกล้านำปัญหาความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองในตลาดมาพิจารณาในเชิงโครงสร้าง

“ผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมการ กขค. ทั้งชุด รวมถึงสำนักงาน กขค. ที่รับฟังเสียงของผู้ประกอบการ และมองเห็นว่าปัญหา SME ไม่สามารถแก้ได้ด้วยสินเชื่อหรือมาตรการช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว หากกติกาในตลาดยังเปิดให้ผู้ที่มีอำนาจต่อรองมากกว่าสามารถผลักต้นทุนทางการเงินลงมายังผู้ประกอบการรายเล็กได้”

สุปรีย์ กล่าวว่า การที่ตนเองได้เข้าไปมีส่วนร่วมในคณะอนุกรรมการของ กขค. ทำให้สามารถนำข้อเท็จจริง ปัญหา และข้อเสนอจากผู้ประกอบการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาโดยตรง และถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการเปิดพื้นที่ให้ภาค SME มีส่วนร่วมในการออกแบบกติกาการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม Credit Term 45 วันไม่ควรถูกมองว่าเป็นจุดสิ้นสุด แต่เป็น “ก้าวแรก” ของการสร้าง Fair Trading Practices หรือกติกาการค้าที่เป็นธรรมในประเทศไทย

หลังจากนี้ สภาเอสเอ็มอีจะเดินหน้าผลักดันประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลของอำนาจต่อรอง ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม การฝากขายหรือ Consignment การเรียกเก็บค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม การบังคับเข้าร่วมโปรโมชั่น ตลอดจนกติกาของแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีผลต่อโอกาสในการแข่งขันของ SME

“ประเทศไทยช่วย SME มาหลายสิบปีด้วยสินเชื่อ โครงการ และงบประมาณจำนวนมาก แต่ถ้าเรายังปล่อยให้ SME ขายของแล้วต้องรอเงินสามเดือน สี่เดือน หรือหกเดือน เราก็กำลังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ”

“รัฐไม่จำเป็นต้องทำให้ SME ชนะ แต่รัฐต้องสร้างกติกาที่ทำให้ SME มีโอกาสชนะได้ และ Credit Term 45 วัน คือหนึ่งในก้าวสำคัญของการเปลี่ยนจากการช่วย SME ไปสู่การสร้างสิทธิและความเป็นธรรมให้ SME ในระบบเศรษฐกิจไทย”

— สุปรีย์ กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์