ข่าวโศกนาฏกรรมกลางดึกของวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 เกิดเพลิงไม้ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ ร้านอาหารกึ่งผับติดกับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลาดพร้าว ส่งผลให้ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 32 คน ทำให้หลายคนย้อนภาพความทรงจำเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ เมื่อปี 2552 และ 2565 ที่สาเหตุใหญ่ของความสูญเสียทั้งชีวิตประชาชนและทรัพย์สิน เนื่องมาจากการใช้ ‘ใบอนุญาตผิดประเภท’ หรือ ‘ไม่มีใบอนุญาต’ ประกอบกิจการ รวมเฉพาะ 3 เหตุการณ์นี้มียอดผู้เสียชีวิตรวมกันไม่ต่ำกว่า 125 คน ผู้รับบาดเจ็บหลักร้อยคน และผู้ประสบภัยบางคนยังกลายเป็นผู้ทุพพลภาพถึงทุกวันนี้
หลังการลงพื้นที่เกิดเหตุล่าสุดนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบุว่าโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าวจดทะเบียนเป็นร้านอาหารไม่ใช่สถานบริการ ซึ่งในทางกฎหมายแล้ว มาตรการที่กำกับดูแลสถานประกอบการทั้งสองประเภทแตกต่างกันมาก อีกทั้งมีรายงานเพิ่มเติมว่าพบการ‘ต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต’อีกด้วย
ย้อนไปคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ปี 2552 เกิดเหตุเพลิงไหม้ซานติก้าผับ ย่านเอกมัย มีผู้เสียชีวิต 67 ราย และบาดเจ็บกว่า 100 ราย จากการตรวจสอบพบว่า อาคารซานติก้าผับ ได้รับการจดทะเบียนให้เป็นเพียง ‘ที่พักอาศัยส่วนบุคคล’ และตั้งอยู่ในเขตที่ห้ามเปิดไนต์คลับ จึงไม่สามารถขอใบอนุญาตดำเนินกิจการสถานบันเทิง แต่ก็ลักลอบเปิดเรื่อยมาจนเกิดเหตุสลดขึ้น อีกทั้งพบการปลอมแปลงลายเซ็นสถาปนิก และไม่เคยผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยจากอัคคีภัย
วันที่ 5 สิงหาคม 2565 เหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิง ‘เมาท์เทน บี ผับ’ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี มีผู้เสียชีวิต 26 ราย บาดเจ็บ ราว 50 ราย โดยผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรพลูตาหลวงในขณะนั้น ให้สัมภาษณ์ว่า ผับแห่งนี้ เป็นสถานบันเทิงที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยขออนุญาตก่อสร้างเป็นเพียงร้านอาหารจำหน่ายสุรา และมีการต่อเติมที่ผิดกฎหมายโดยไม่ได้รับการตรวจสอบและรับรองจากเจ้าหน้าที่
เช็คชื่อธุรกิจกับใบผ่านทางชื่อ ‘ใบอนุญาต’
การประกอบธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาต (Unlicensed) หรือใช้ใบอนุญาตผิดประเภท (Misclassified/Wrong License) เป็นปัญหาใหญ่ในระบบเศรษฐกิจไทยที่สร้างความเสียหายทั้งทางทรัพย์สิน ร่างกาย และชีวิตของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลธุรกิจในไทยที่มีประเด็นความเสียหายเด่นชัด จัดแบ่งตามประเภทธุรกิจได้ดังนี้
1. ธุรกิจกลุ่มสุขภาพ ความงาม และการแพทย์ เป็นกลุ่มที่สร้างความเสียหายทางร่างกายและชีวิตสูงที่สุดเนื่องจากความเท่าทันของข้อมูลและโฆษณาชวนเชื่อ ไม่มีใบอนุญาตสถานพยาบาล หรือแพทย์ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ผู้รับบริการเสียโฉม ติดเชื้อ บางรายเสียชีวิต หลายคดีที่ อย. และกรมสนับสนุนบริการสาธารณสุข (สบส.) ร่วมกันจับกุมคลินิกเถื่อน เช่น ฉีดฟิลเลอร์ปลอม โบท็อกซ์ปลอม
2. ธุรกิจท่องเที่ยวและที่พักแรม เปิดรับนักท่องเที่ยวโดยไม่มีใบอนุญาตโรงแรม มาตรฐานความปลอดภัยต่ำ ไม่มีระบบป้องกันอัคคีภัย ที่ผ่านมามีข่าวการดำเนินคดีโฮสเทล และที่พักหลายแห่งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต ที่เปิดผ่าน Airbnb หรือปัญหาทัวร์เถื่อน กรณีเกิดอุบัติเหตุจะไม่สามารถเคลมประกันภัยการเดินทางตามกฎหมายได้
3. ธุรกิจขนส่งสาธารณะและแพลตฟอร์มการเดินทาง เกี่ยวพันกับความปลอดภัยบนท้องถนนและการคุ้มครองสิทธิ์หลังเกิดอุบัติเหตุ การที่แอปเรียกรถไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย หรือละเมิดกฎเกณฑ์ในใบอนุญาต ปล่อยให้ผู้ขับขี่สวมไอดีคนอื่น ละเลยการตรวจประวัติอาชญากรรมคนขับอย่างเข้มงวด จะเกิดความเสี่ยงกับผู้บริโภคมีความเสี่ยงด้านอาชญากรรม และสำคัญที่สุดคือ ‘ปัญหาด้านประกันภัย’ เมื่อเกิดอุบัติเหตุรุนแรง บริษัทประกันภัยอาจปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากนำรถยนต์ไปใช้ผิดประเภทจากที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ส่วนบุคคล ทำให้ผู้โดยสารไม่ได้รับการเยียวยา
4. ธุรกิจสถานบริการและร้านอาหารกึ่งผับ การเปิดสถานบริการโดยไม่มีใบอนุญาต หรือใช้ใบอนุญาตจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาแฝงเปิดเป็นสถานบริการ (ผับ/บาร์) หลายครั้งได้ก่อโศกนาฎกรรมปัญหาอัคคีภัยในอาคารที่ไม่มีระบบรองรับภัยพิบัติ ประตูหนีไฟถูกล็อก มีการต่อเติมอาคารผิดกฎหมายด้วยวัสดุติดไฟง่าย ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตหมู่
5. โรงงานอุตสาหกรรม. วัสดุก่อสร้าง ที่ผ่านมามีข่าวใหญ่หลายข่าวเกี่ยวกับภัยพิบัติ ที่มีต้นทางจากโรงงานที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในใบอนุญาต เช่น เหตุเพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้ เคมีคอล จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 โรงงานได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ แต่มีข้อถกเถียงเรื่องการจัดเก็บสารเคมีและการปฏิบัติตามเงื่อนไขใบอนุญาต เกิดการระเบิดและไฟไหม้ครั้งใหญ่ ประชาชนหลายหมื่นคนต้องอพยพ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย สะท้อนความจำเป็นของการกำกับดูแลหลังออกใบอนุญาต ไม่ใช่เพียงการอนุญาตเริ่มประกอบกิจการ
เหตุการณ์โรงงานผลิตพลุ จ.สุพรรณบุรี ระเบิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 มีผู้เสียชีวิตประมาณ 23 ราย ตรวจสอบพบว่าการดำเนินกิจการไม่เป็นไปตามข้อกำหนดด้านโรงงานและวัตถุระเบิด หน่วยงานรัฐถูกตั้งคำถามเรื่องการกำกับดูแล เพราะเคยเกิดเหตุการณ์นี้เมื่อปี 2565 แต่เมื่อได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการใหม่กลับสร้างภัยพิบัติที่ร้ายแรงกว่าเดิม
สำหรับกรณีวัสดุก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นมา หลายครั้งสามารถสร้างความเสียหายในวงกว้างระดับภัยพิบัติ และความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ที่ผ่านมา เราจะเห็นข่าวโรงงานลักลอบผลิตเหล็กโดยไม่มีใบอนุญาต หรือสวมสิทธิ์ใบอนุญาต มอก. เดิมที่หมดอายุ/ถูกสั่งปิด หรือกลุ่มทุนต่างชาติเข้าสวมรอยโรงงานไทยเพื่อผลิตและกระจายเหล็กด้อยคุณภาพเข้าสู่ระบบก่อสร้าง ความเสี่ยงระดับร้ายแรงที่รออยู่ ก็คือ อาคารไม่สามารถรับแรงอัดหรือแรงดึงได้ตามที่วิศวกรคำนวณไว้ เมื่อเจอปัจจัยภายนอก เช่น แผ่นดินไหว ลมพายุ หรือการต่อเติมเพียงเล็กน้อย อาคารจะทรุดตัวหรือถล่มลงมาทันที
โดยเหตุการณ์ที่หลายคนยังไม่ลืมก็คือ ข่าวอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มูลค่าโครงการกว่า 2,136 ล้านบาท พังถล่มระหว่างการก่อสร้าง เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2568 จากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวในเมียนมาร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 95 คน สูญหาย 1 คน และมีผู้รอดชีวิตเพียง 9 คน
ถึงยุคที่‘ทุน’ถืออำนาจเหนือใบอนุญาตจากรัฐไทย
จากผลการตรวจสอบสะท้อนชัดว่าภัยพิบัติครั้งนี้เกิดจากการ ‘การปล่อยผ่าน’ ของการกำกับดูแลจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพราะก่อนหน้านี้มีหลายครั้งที่เจ้าหน้าที่รัฐเคยตรวจสอบพบว่า โรงงานซิน เคอ หยวน ถือหุ้นใหญ่โดยบริษัทสัญชาติจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กเสริมคอนกรีต (เหล็กข้ออ้อย) ที่ป้อนให้โครงการก่อสร้างนี้ ‘ตกเกณฑ์มาตรฐาน’ และละเมิดเกณฑ์สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) รวมถึงพบเหล็กตกมาตรฐาน แต่ก็ยังแค่ ‘ตักเตือน’ ไม่มีการยกเลิกใบอนุญาต หรือสั่งปิดโรงงาน จนนำมาสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ และเป็นข่าวฉาวทั่วโลกที่สะท้อนปัญหาภาพลักษณ์การคอร์รัปชันของประเทศไทยในสายตาระดับโลก
และน่าตกใจว่า แม้จะมีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมละเมิดเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 รมว.อุตสาหกรรม ได้ชี้แจงรัฐสภาว่า บริษัท ซิน เคอ หยวนฯ ได้รับอนุญาตให้กลับมาเปิดอีกครั้ง ตามกฎหมายโรงงาน พ.ศ. 2535 (เพราะการเปิด-ปิดโรงงานเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม) และการที่โรงงานกลับมาเปิดได้อีกครั้ง เนื่องจากมีการปรับปรุงตามคำสั่งของกระทรวง ในเรื่องของฝุ่นและคุณภาพเหล็กในการผลิต ซึ่งแน่นอนว่าก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหตุผลที่กระทรวงฯ อ้างนั้น คือการ ‘อุ้ม’ บริษัทที่มีปัญหาเรื่องมาตรฐาน ให้ ‘กลายร่าง’ มามีมาตรฐานไปโดยปริยาย
เช่นเดียวกับสถานการณ์ล่าสุดของธุรกิจให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถที่ ‘แอปฯสัญชาติเอสโทเนีย’ ใบอนุญาตหมดอายุไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 แต่กระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ให้ใบอนุญาต ยอมรับกับสื่อว่า ‘ผ่อนผัน’ ให้เอกชนรายนี้ให้บริการในตลาดประเทศไทยต่อไปได้
ท้าทายข้อเท็จจริงที่แอปละเลยการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยผู้โดยสาร ไม่เข้มงวดการคัดกรองประวัติคนขับ จนมีการก่อเหตุทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดผู้โดยสารหลายเคส และผ่านพ้นไปเกินกว่า 2 เดือนแล้ว ผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ก็ยังคงยืนหยัด ‘ต่อเวลา’ ให้แอปใบอนุญาตหมดอายุ เก็บเกี่ยวรายได้เข้ากระเป๋าบริษัทต่อไป โดยมองข้าม ‘กฎหมายไทย’ ที่ควรนำมาบังคับใช้ให้มีประสิทธิภาพ
จากกรณีตัวอย่างเหล่านี้ จะเห็นว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากการ ‘ไม่มีใบอนุญาต’ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้ใบอนุญาตผิดประเภท การฝ่าฝืนเงื่อนไขของใบอนุญาต การขาดการกำกับดูแลหลังได้รับอนุญาต และสำคัญที่สุดคือขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ซึ่งล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและสาธารณชน ที่วันหนึ่งอาจโชคร้ายกลายเป็น ‘ผู้ประสบภัย’ จากผู้ประกอบการที่ไม่มีใบอนุญาต หรือ ‘ตกเกณฑ์’ ดังนั้นถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ ‘หน่วยงานรัฐ’ ต้อง ‘เอาจริง’ กับปัญหานี้ อย่ารอให้ ‘วัวหายแล้วล้อมคอก(แบบลูบหน้าปะจมูก)’ อีกต่อไป




