เคส‘โบลท์’ ทำร้ายคนญี่ปุ่นสุด‘ฮอต’ รัฐมนตรีไทย 4 กระทรวงฯแห่ดูคดี

6 มิ.ย. 2569 - 09:01

  • กรณีผู้ขับขี่แอป Bolt ทำร้ายผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นกลางกรุง

  • ความสนใจจากสื่อต่างชาติ และที่ญี่ปุ่นพุ่งสูง

  • รัฐมนตรี 4 กระทรวงของไทยที่เกี่ยวข้อง ออกโรงตรวจสอบคดี

เคส‘โบลท์’ ทำร้ายคนญี่ปุ่นสุด‘ฮอต’ รัฐมนตรีไทย 4 กระทรวงฯแห่ดูคดี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างล้นหลาม กรณีคนขับรถผ่านแอปพลิเคชัน Bolt ก่อเหตุทำร้ายร่างกายผู้โดยสารชาวญี่ปุ่น จนกลายเป็นข่าวดังข้ามประเทศ เมื่อสื่อภาษาอังกฤษหลายค่ายแห่กันเล่นข่าวนี้ด้วย จนอาจขยายผลไปสู่โจทย์ใหญ่เรื่อง ‘ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย’ ในสายตานักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติ คนไทยจึงได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ ความรวดเร็วของหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ที่แทบจะออกมาขยับพร้อมกันทันที หลังเรื่องราวถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์และสื่อต่างประเทศเริ่มให้ความสนใจ

เริ่มจากนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่ออกมารับลูกทันทีเมื่อเห็นไวรัลข่าวนี้ และสั่งติดตามเรื่องอย่างใกล้ชิด พร้อมเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง และส่งสัญญาณชัดว่าผู้บริโภคทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ ต้องได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมายไทยอย่างเท่าเทียมกัน

ตามมาด้วยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ออกมากางปีกปกป้องชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวของประเทศที่โดนคนขับรถแอป Bolt ทำร้าย เพื่อแสดงออกว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามข้อเท็จจริงและการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ขณะที่ กระทรวงคมนาคมต้นสังกัดที่คุมใบอนุญาตแอป Bolt และอยู่ระหว่างให้แอปดังกล่าวไปปรับความประพฤติเพื่อใช้เป็นเหตุผลในการต่อใบอนุญาตที่หมดอายุไปแล้ว กลับยังดูอึมครึม โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งกำกับดูแลกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ผู้เคยออกมาแสดงจุดยืนว่าพร้อมสั่งยกระดับมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มเรียกรถทั้งระบบ กลับปัดออกว่าเป็นเคสซึ่งเกิดขึ้นได้และแอปรายอื่นก็มีพฤติกรรมเช่นนี้เหมือนกันไม่เฉพาะแต่ Bolt เท่านั้น พร้อมกับมีข่าวแว่วในหมู่นักข่าวว่า ขบ.ได้ต่อใบอนุญาตให้ Bolt ไปเรียบร้อยแล้วทั้งที่มีคดีไม่หยุดแม้ในช่วงพิจารณาให้ทาง Bolt ไปปรับปรุงเงื่อนไขด้านคุณสมบัติหลายประการ

หากมองภาพรวม จะเห็นว่าหลายหน่วยงานเลือกใช้ยุทธศาสตร์เดียวกัน คือ ‘จัดการให้เร็วที่สุด’ เพราะทุกคนรู้ดีว่าในยุคโซเชียลมีเดีย ข่าวทำร้ายนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1 ข่าว สามารถสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของประเทศได้มากกว่าค่าเสียหายทางคดีหลายร้อยเท่า

สังคมจับจ้องท่าที ‘ดีอี’ ครูใหญ่คุมแพลตฟอร์มดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของหลายหน่วยงานรัฐ ทั้งระดับกระทรวง กรม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง บนโลกออนไลน์ก็มีคน ‘ถามหา’ นายไชยชนก ขิดชอบ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่าหายไปไหน และจะมีแนวทางจัดการและลงดาบแพลตฟอร์มอย่างไร ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงฯ ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลเศรษฐกิจดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์

รวมถึงมีสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ที่มีผู้เปรียบเปรยว่าเป็นเสมือน ‘ตำรวจจราจร’ ทางดิจิทัลเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและควบคุมผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม (เช่น e-Marketplace, Food Delivery, Ride-Hailing) ให้ดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมอยู่ใต้สังกัด

สำหรับเหตุการณ์ทำร้ายผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นล่าสุดนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 มีการแจ้งความดำเนินคดี  เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการติดตามผู้กระทำความผิดทันที จากนั้นตั้งแต่ระดับ รมว.สำนักนายกรัฐมนตรี, ผู้บัญชาการตำรเวจนครบาล (ผบช.น.) ที่มีคำสั่ง สน.เจ้าของพื้นที่เกิดเหตุเร่งล่าตัวคนขับทันที, รมช.คมนาคม รวมไปถึง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเร่งออกมาประกาศสั่งเข้มดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว พร้อมย้ำยกระดับมาตรฐานบริการรถสาธารณะ สร้างความเชื่อมั่นภาพลักษณ์ประเทศไทย

‘แต่น่าประหลาดใจว่า รมว.ดีอี ซึ่งเป็นคนคุมกระทรวงฯ ที่ทำบทบาทหน้าที่เสมือนครูใหญ่ ออกกฎระเบียบและควบคุมให้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทำธุรกิจอยู่ในประเทศไทย ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย จนถึงวันนี้กลับยังนิ่งเฉยกับเหตุการณ์ที่ท้าทายกฎหมายครั้งนี้ เพราะนอกจากพฤติกรรมคนขับทำร้ายผู้โดยสารแล้ว ล่าสุดมีคำให้สัมภาษณ์จาก รมว. สำนักนายกฯ ที่กำกับดูแล สคบ. ระบุว่า คนขับรายนี้ ไม่มีใบขับขี่สาธารณะ’ รายงานข่าวกล่าว

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ในโลกโซเชียล มีการตั้งคำถามต่อเนื่องว่า หน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มดิจิทัลควรมีบทบาทอย่างไรต่อเหตุการณ์ที่กระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศในลักษณะนี้ และควรมีมาตรการเชิงรุกอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

เตือนความจำ‘ดีอี’ กม.แอปเรียกรถ‘บังคับใช้’ แล้วนะ

จากข้อมูลบนหน้าเพจทางการของ ETDA Thailand ที่เผยแพร่ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ประกาศชัดเจนว่า ประกาศ Ride Sharing มีผลบังคับใช้แล้ว พร้อมระบุว่าแพลตฟอร์มต้องทำอะไร  โดยมีเนื้อหาว่า ‘ประกาศ คธอ. เรื่อง การดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มบริการรถโดยสารสาธารณะ’ หรือ ‘ประกาศ Ride Sharing’ มุ่งกำกับดูแล ‘แพลตฟอร์ม Ride Sharing’ ที่ต้องมีหน้าที่เพิ่มเติม จากตัวกลางจับคู่ คนขับ-ผู้โดยสาร สู่ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบ คัดกรอง และกำกับดูแลทั้งระบบตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้มั่นใจว่าคนขับ รถ และการให้บริการ ถูกต้อง ปลอดภัย และตรวจสอบได้

แพลตฟอร์ม มีหน้าที่เพิ่มเติมอะไรบ้างตามประกาศฯ?  หัวใจสำคัญ แพลตฟอร์มต้องสามารถยืนยันได้ว่า ผู้ขับมีคุณสมบัติครบถ้วน รถถูกต้องตามกฎหมาย และการให้บริการมีมาตรฐานที่สร้างความมั่นใจแก่ผู้โดยสาร โดยต้องมีระบบรองรับดูแล คลอบคลุม เช่น การตรวจสอบใบอนุญาตและข้อมูลผู้ขับขี่ การตรวจสอบการจดทะเบียนรถให้ถูกประเภท การแสดงข้อมูลการเดินทางและค่าโดยสารอย่างโปร่งใส ช่องทางช่วยเหลือ และกลไกจัดการข้อร้องเรียนเป็นต้น แหล่งข่าวกล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์