ใครอยู่เบื้องหลัง ‘มาเฟียแอปเรียกรถ’ จับตาคมนาคม-ดีอี จ่อ‘ฟอกขาว’สุดทาง

10 มิ.ย. 2569 - 14:00

  • จับตาการสะสางปัญหาแอปเรียกรถของหน่วยงานรับผิดชอบ

  • เร่งบังคับใช้มาตรการทางกฎหมาย กับแอปที่มีปัญหา

  • รัฐมนตรีดีอีผู้ควบคุมแพลตฟอร์มยังไม่มีความเคลื่อนไหว

ใครอยู่เบื้องหลัง ‘มาเฟียแอปเรียกรถ’  จับตาคมนาคม-ดีอี จ่อ‘ฟอกขาว’สุดทาง

ในยุคที่การเดินทางฝากไว้กับปลายนิ้วผ่านแอปพลิเคชันเรียกรถ (Ride-hailing)  แต่กลับมีมุมเทาที่ดูเหมือนว่าความปลอดภัยของประชาชนไทยกำลังกลายเป็น‘เดิมพัน’ ในเกมการเมืองและผลประโยชน์มหาศาล ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากสังคมถึงพฤติกรรมคนขับรถแอปพลิเคชันบางค่าย ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ทั้งการทำร้ายร่างกายผู้โดยสาร การคุกคามทางเพศ และความหละหลวมในการคัดกรองคนขับที่ปล่อยให้มีการ‘สวมไอดี’ หรือไม่มีใบขับขี่สาธารณะเข้ามาวิ่งเกลื่อนเมือง  คำถามสำคัญที่ส่งตรงถึง กระทรวงคมนาคม และ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) คือเหตุใดจึงปล่อยให้แพลตฟอร์มที่‘ใบอนุญาตหมดอายุ’ ยังคงลอยนวลให้บริการต่อได้?

ย้อนหลังไปแค่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นข่าวความรุนแรงที่คนขับรถแอป B กระทำต่อผู้โดยสารจนต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะบาดเจ็บติดๆ กัน โดยหนึ่งในนั้นยังเป็นคดีที่สร้างความสะเทือนใจเพราะเกิดเหตุกับเด็กนักเรียนหญิง ซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศจนต้องตัดสินใจกระโดดหนีลงจากรถ

ข่าวคดีความเหล่านี้ แม้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ในสังกัดกระทรวงคมนาคม จะรับทราบถึงปัญหาการปล่อยปละละเลยของแพลตฟอร์ม แต่มาตรการที่ออกมากลับดูเหมือน ‘มวยล้มต้มคนดู’ เพราะแทนที่จะใช้ยาแรงสั่งระงับการให้บริการหรือลงโทษตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด กลับมีความพยายามสื่อสารในเชิง‘สร้างความชอบธรรม’ ให้กับความผิดพลาด

ทั้งนี้ ใบอนุญาตให้บริการของแอป B สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 แต่เป็นที่สังเกตว่า แม้เหตุการณ์ไรเดอร์แอป B ก่อเหตุล่วงละเมิดนักเรียนหญิง จะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่นาน แต่ในวันที่ใบอนุญาตหมดอายุ กรมการขนส่งทางบก ก็ประกาศผ่อนผันให้สามารถบริการต่อได้ โดยจากบทสนทนาระหว่างผู้สื่อข่าว และแหล่งข่าวจาก ขบ. ได้รับเหตุผลสุดพีคว่า ‘แอป B ก็ยังให้บริการได้จนกว่า ขบ.จะได้รับแจ้งจากแอป B และมีหนังสือแจ้งว่าไม่ต่อ’

เช่นเดียวกับทางสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งมีบทบาทกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ออกมาการันตีการให้บริการต่อของแอป B ด้วยเหตุผลว่า ‘ความเป็นแพลตฟอร์มของแอป B ยังคงอยู่ เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด ถ้าให้บริการรถไม่ได้ อาจให้บริการประเภทอื่น’

IO การสื่อสาร‘ฟอกขาว’พฤติกรรมแอปดัง

ทั้งนี้ เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตถึง ‘สงครามข่าวสาร’ (Information Warfare) ที่ถูกปั่นขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นความผิดพลาดของแพลตฟอร์มที่เป็นข่าว โดยมีความพยายามสื่อสารในลักษณะว่า‘ใครๆ ก็มีปัญหา’ พยายามขยายความว่าแอปค่ายอื่นก็มีคดีความเช่นกัน เพื่อชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมคนขับเลวร้ายเป็นเรื่อง ‘ปกติ’ ของทุกแพลตฟอร์ม

สำหรับ แอป B ให้บริการในประเทศไทย เริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 2563 แต่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท โดยจากข้อมูลใน Creden Data ระบุชื่อคนไทยเพียงคนเดียวเป็นกรรมการและผู้มีอำนาจลงนาม ไร้บทบาทของตัวแทนจากบริษัทแม่และกลุ่มทุนไทยผู้ถือหุ้นใหญ่ในหน้าสื่อ ซึ่งแตกต่างจากคู่แข่งในระดับเดียวกันอย่างมาก

‘ความคลุมเครือเรื่องโครงสร้างผู้ถือหุ้นกลายเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถามว่า มีบิ๊กการเมือง หรือกลุ่มทุนที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลหนุนหลังหรือไม่? เพราะหากไม่มีเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่ง เป็นไปได้ยากที่บริษัทหนึ่งจะสามารถละเมิดกฎหมายขนส่ง และเมินเฉยต่อความปลอดภัยของประชาชนได้ต่อเนื่องยาวนานขนาดนี้’ รายงานข่าวกล่าว

 ‘Reset ตลาด’ เพื่อใคร?

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ วาระซ่อนเร้น (Agenda) ในการเล่นสงครามข่าวสารที่พยายามสร้างความหวั่นวิตกว่า ‘หากไม่ต่อใบอนุญาตให้แอปค่ายนี้ ตลาดจะเกิดการผูกขาดโดยเจ้าใหญ่เพียงรายเดียว’  นักวิเคราะห์มองว่านี่อาจเป็นกลยุทธ์ ‘Reset ตลาด’ โดยใช้ทฤษฎีสมคบคิดระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้สาธารณะเชื่อว่าทุกค่ายมีปัญหาเหมือนกันหมด ดังนั้นต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แอปที่ทำผิดกฎหมายได้กลับมามีลมหายใจต่อ โดยไม่ต้องรับผิดชอบกับความเสียหายที่ผ่านมา 

ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งกำกับดูแล ขบ. กล่าวว่า ในเร็วๆ นี้กระทรวงฯ เตรียมเชิญผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถทุกรายเข้าหารือ เพื่อกำหนดมาตรฐานร่วมกัน โดยจะไม่อนุญาตให้ผู้ไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะสมัครเข้าระบบใหม่ และกำหนดให้ผู้ขับขี่ที่อยู่ในระบบแต่ยังไม่มีใบอนุญาต ต้องดำเนินการให้ถูกต้องภายใน 3 เดือน หรือภายในเดือนสิงหาคมนี้ หากไม่ดำเนินการจะถูกนำออกจากระบบ

‘แพลตฟอร์มต้องมีบทบาทในการคัดกรองและจัดการผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง หากแพลตฟอร์มไม่สามารถควบคุมและแก้ไขปัญหาภายในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงอาจพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่นการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการ เพื่อไม่ให้ผู้ขับขี่ที่ทำถูกต้องตามกฎหมายได้รับผลกระทบไปด้วย’ นายสิริพงศ์ กล่าว

ขณะที่ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ศุภมาส อิศรภักดีในฐานะกำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวระหว่างแถลงข่าวความคืบหน้ากรณีคนขับแอป B ทำร้ายร่างกายนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นย่านอโศกว่า แพลตฟอร์มที่มีปัญหา เป็นแพลตฟอร์มดังที่ได้รับความนิยม เพราะมีราคาที่อาจจะต่ำกว่าหลายแพลตฟอร์ม

อย่างไรก็ตาม สคบ. มีแนวคิดที่จะเข้ามาดูแลแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทั้งขายของออนไลน์ ส่งสินค้า และแพลตฟอร์มเรียกรับผู้โดยสาร โดยในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ จะเรียก 13 แพลตฟอร์มทั่วประเทศมาหารือ นอกจากนี้ ต้องดูมาตรการของบริษัทตั้งแต่การทำสัญญาว่ามีความเป็นธรรมหรือไม่  รวมถึงดูเรื่องความเป็นธรรมของค่าโดยสาร โดยเห็นว่าทั้ง 13 แพลตฟอร์ม คิดราคาไม่เท่ากันแบบมีนัยห่างกันหลายบาท ส่วนนี้ต้องมีการทบทวนด้วย

ส่วนจะมีการวางแนวทางบทลงโทษอย่างไรนั้น จะต้องบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ โดยขึ้นลิสต์ว่าถ้าคนขับทำผิดถึงขั้นไหน จะต้องมีบทลงโทษอย่างไร รวมถึงตัวแพลตฟอร์มจะต้องมีการออกมาตรการด้วย หากสร้างปัญหา มีการกระทำผิดซ้ำ ปล่อยปละละเลยจะต้องมีบทลงโทษตามระเบียบกฎหมาย

รมว.ดีอี หายไปไหน? หรือว้าวุ่นกับโครงการ 1,600 ล้านบาท

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ส่วนหนึ่งยังพุ่งเป้าไปที่ นายไชยชนก ชิดชอบ และกระทรวงดีอี ซี่งมีบทบาทหน้าที่กำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล เพราะในขณะที่ประชาชนเรียกร้องความปลอดภัยบนท้องถนนจากพฤติกรรมคนขับรถแอปที่หลุด QC  แต่ รมว.ดีอี กลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ สังคมจึงเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า ท่านกำลังวุ่นอยู่กับการ ‘ฟอกขาว’ โครงการ AI-Passport อยู่หรือไม่? 

โดยเฉพาะล่าสุดที่มีข่าวลือหนาหูว่าโครงการจัดซื้อจัดจ้างมูลค่าสูงถึง 1,600 ล้านบาท นี้ กำลังมีการเตรียมจัดสรรงบประมาณ PR ขนานใหญ่ เพื่อจ้างอินฟลูเอนเซอร์มาช่วย ‘เทเสียงสนับสนุน’ และฟอกขาวโครงการนี้ให้ดูโปร่งใส 

จึงเกิดคำถามว่าหรือเพราะงบประมาณก้อนโตในโครงการนี้ ‘น่าสนใจ’ กว่าความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ใช้แอปเรียกรถ?

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์