มงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันที่ 9 กันยายน 2568 คาดว่าดัชนีจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ หลังจากเมื่อวานนี้ตลาดตอบรับต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ค่อนข้างจำกัด มีแรงซื้อเฉพาะในกลุ่มค้าปลีก ขณะที่หากวันนี้ยังขาดแรงซื้อจากหุ้นกลุ่มอื่น ๆ อาจทำให้นักลงทุนเลือกขายทำกำไรระยะสั้นออกมา
มงคล ยังได้ประเมินกรอบดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์นี้ไว้ที่ 1,250–1,300 จุด โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่
• คำตัดสินของศาลฎีกาในคดี “ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งจะมีผลต่อบรรยากาศการเมือง
• รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของ “อนุทิน 1” โดยเฉพาะรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่หลายฝ่ายจับตา
• แรงเก็งกำไรการลดดอกเบี้ย และทิศทางราคาน้ำมัน
ด้านปัจจัยในประเทศ มงคล กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งกระทรวงการคลังยืนยันความพร้อมที่จะเริ่มโครงการในเดือนตุลาคม หากมีนโยบายที่ชัดเจน โดยมีงบประมาณกว่า 25,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน แต่ทั้งนี้จะช่วยหนุนตลาดได้ชั่วคราว
สำหรับปัจจัยต่างประเทศ มงคลมองว่า นักลงทุนให้ความสำคัญกับการประชุม FOMC วันที่ 17 กันยายนนี้ โดยตัวเลข PPI และ CPI สหรัฐฯ ที่จะประกาศ 10–11 กันยายน จะเป็นตัวกำหนดทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งตลาดคาดว่าจะปรับลดลง 0.25% ทั้งนี้ JPMorgan AM ประเมินว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยรวม 3 ครั้งในปีนี้ ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อค่าเงินดอลลาร์และราคาทองคำ
นอกจากนี้ ต้องติดตามประเด็น การค้าสหรัฐฯ หลังศาลอุทธรณ์ชี้ว่าภาษีทรัมป์ผิดกฎหมาย รวมถึงความตึงเครียดทางการเมืองในยุโรป การโจมตีของรัสเซียในยูเครน และท่าทีของสหภาพยุโรปที่เตรียมคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อธนาคารและบริษัทพลังงานรัสเซีย
ขณะเดียวกัน ราคาทองคำยังทำสถิติสูงสุดใหม่ทะลุ 3,622 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หนุนจากความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ Fed และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย โดยธนาคารกลางจีนยังคงเข้าซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10
กลยุทธ์การลงทุน
มงคล มองว่า ตลาดยังขาดแรงหนุนที่ชัดเจน นักลงทุนควรใช้กลยุทธ์ ทยอยสะสมหุ้นในกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากมาตรการเศรษฐกิจและการลดดอกเบี้ย ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก รวมถึงบางกลุ่มที่อิงดอกเบี้ยขาลง
สำหรับพอร์ตแนะนำ ปรับเปลี่ยนโดยนำ BGRIM ออก และเพิ่ม SCC เข้ามา หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย
• SCC (10%)
• TRUE* (10%)
• MTC* (10%)
• CPALL (10%)
• GLOBAL (10%)
• SCB (20%)
ขณะที่หุ้นเด่นด้านเทคนิคที่ต้องจับตา คือ BTG และ SCAP




