ดีอีเฝ้าระวังเคเบิลใต้น้ำ ย้ำเน็ตไทยไม่สะดุด
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สั่งด่วน ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย ยกระดับความพร้อมสูงสุดเพิ่มมาตรการ เตรียมความพร้อมด้านเครือข่าย เพื่อประโยชน์ของประชาชนและภาคธุรกิจไทย
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สั่งหน่วยงานในสังกัดประเมินสถานการณ์ พร้อมเตรียมแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้กำชับให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับการเฝ้าระวังต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นพิเศษ พร้อมสั่งเข้มให้เตรียมแผนสำรอง ที่สามารถดำเนินการได้ทันทีกรณีเกิดเหตุวิกฤติ โดยให้ทุกโอเปอร์เรเตอร์ รายงานประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงต่อผลกระทบกับผู้ใช้บริการของตนเอง กรณีระบบเคเบิลใต้น้ำตะวันออกกลางเกิดเหตุขัดข้อง พร้อมแผนสำรองในการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจสำหรับความรุนแรงของสถานการณ์ในระดับต่างๆ เพื่อความมั่นคงของระบบสื่อสารโทรคมนาคมไทย

พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT กล่าวว่า เคเบิลใต้น้ำที่ NT ใช้งานผ่านพื้นที่ขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเกตเวย์ในยุโรป ได้แก่ SEA-ME-WE-4 และ AAE-1 เชื่อมโยงออกโดยตรงจากไทย ส่วน PEACE และ SEA-ME-WE-5 เชื่อมออกจากประเทศสิงคโปร์ คิดเป็น 5% ของทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ทั้งหมด จะเห็นว่าเป็นสัดส่วนไม่มาก เนื่องจาก Content Provider รายหลักมีจุดเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์กระจายอยู่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยแล้ว เพื่อให้ส่งข้อมูลให้ผู้ใช้จากจุดที่ใกล้ที่สุด ไม่มีผู้ใช้บริการที่เป็นวงจรเชื่อมโยงตรงจากไทยไปยังพื้นที่เสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ NT ได้วางมาตรการรองรับกรณีที่ไทยได้รับผลกระทบทางอ้อมจากสถานการณ์ที่ทำให้ทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตภาพรวมทั่วโลกหนาแน่นขึ้น
เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุด
NT เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่านศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง เตรียมความพร้อมดำเนินการตามแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan) พร้อมจัดตั้ง Warroom บริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อรักษามาตรฐานการบริการ อีกทั้งได้เตรียมความพร้อมของ Helpdesk เพื่อทำความเข้าใจ และให้คำปรึกษาผู้ใช้บริการเมื่ออยู่ในสถานการณ์วิกฤติ

เส้นทางหลากหลาย ครอบคลุม พร้อมระบบสำรองให้บริการต่อเนื่องไม่สะดุด
จุดเชื่อมต่อ Internet Gateway ในหลายภูมิภาค อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐอเมริกาและยุโรป ในรูปแบบ Transit และ Peering ซึ่งเชื่อมโยงออกจากไทยผ่านภาคพื้นดิน และทางทะเลผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำโดยตรงจากประเทศไทยที่ NT ร่วมลงทุน 6 ระบบ นอกจากนั้น NT ยังได้จัดหาระบบสำรองอื่นเพิ่มเติม ผ่านพันธมิตรผู้ให้บริการชั้นนำในประเทศต่างๆ เพื่อให้เกิดความหลากหลายและยืดหยุ่น (Diversity and Resilience) รองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยหากเคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคตะวันออกกลางขัดข้องจะสามารถถ่ายโอน (Rerouting) ทราฟฟิกผ่านไปยังจุดเชื่อมต่ออื่นๆด้วยปริมาณความจุที่เพียงพอตามที่ได้เตรียมการเจรจาไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบในวงจำกัด
ปัจจุบัน Content Provider รายหลักมีจุดเชื่อมต่อ/เซิร์ฟเวอร์ (Node/Edge Server) กระจายอยู่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยแล้ว เพื่อให้ส่งข้อมูลให้ผู้ใช้จากจุดที่ใกล้ที่สุด ทำให้อินเทอร์เน็ตทราฟฟิกของไทยส่วนใหญ่อยู่ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียทางมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการผ่าน Content Provider หลักดังกล่าว แม้จะเกิดเหตุกับจุดเชื่อมต่อในภูมิภาคอื่นๆ ก็ยังคงใช้บริการได้ปกติ สำหรับทราฟฟิกที่วิ่งตรงไปยังจุดเชื่อมต่อในยุโรปบนเส้นทางที่ผ่านมหาสมุทรอินเดีย/ทะเลแดง ตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนน้อย NT สามารถบริหารจัดการโดยปรับเปลี่ยนเส้นทางการรับ-ส่งข้อมูลไปยังเส้นทางทางเลือกอื่น เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้งานให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมคงประสิทธิภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง
บริหารจัดการด้วยโครงข่ายอัจฉริยะ
ลดความล่าช้าในการรับส่งข้อมูล (Latency) ในบางปลายทาง โดยการปรับเส้นทางการเชื่อมต่ออัตโนมัติและบริหารจัดการโครงข่ายได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ต่อเนื่อง
กสทช. ประเมินไม่น่ามีผลกระทบความเสียหายรุนแรง
กสทช.ประเมินสถานการณ์ที่อาจจะมีผลกระทบจากความเสียหายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสง เชื่อว่าประชาชนไม่ต้องมีความกังวลการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไม่ได้ หากเกิดความเสียหายยังสามารถเชื่อมต่อสายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงเส้นอื่น แน่นอนว่าช่วงแรกจะมีความหน่วง หรือเชื่อมต่อได้ช้าเกิดขึ้น เนื่องจากต้องวิ่งยังยังสายที่มีอยู่เพื่อเปลี่ยนทางเชื่อมต่อ




