หลังจากที่ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือซีพี ไปปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “90 ปี หอการค้าไทย กับการพัฒนาของเศรษฐกิจไทย” โดยแสดงทัศนะสนับสนุนแนวคิดของรัฐบาลในการออก พรบ.กู้เงินจำนวน 5 แสนล้านบาท เพื่อแจกเงินดิจิทัลหมื่นบาทให้กับคนไทย 50 ล้านคน โดยระบุว่า โดยส่วนตัวแล้วสนับสนุนแนวคิดเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการแจกเงิน
“วันนี้คนจนของเราส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร มีหนี้นอกระบบ ถึงเวลาที่ทุกพรรคการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการ ต้องมองประโยชน์ของประเทศเป็นหลักก่อน แล้วค่อยพูดถึงตัวเอง บริษัทมาทีหลัง ถ้าประเทศไม่มีกำลังซื้อ นักธุรกิจจะขายสินค้าให้ใคร”
เจ้าสัวธนินท์ ยังบอกอีกว่า การที่นายกฯ เศรษฐา จะกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้เงินดิจิทัล เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนต้องช่วยกันพูดว่า ไม่ได้ช่วยคนยากจน แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากนักการเมือง นักธุรกิจ และบริษัทเอกชน ยึดประโยชน์ตัวเองเป็นที่ 3 ประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองแน่
ปรากฏว่า เพจเฟซบุ๊ค ของนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ในฐานะประธานกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ โดยระบุว่า ต้องการเสนอแนวคิดต่อท่านนายกเศรษฐา ในการการออกกฏหมายเพื่อกู้เงินสำหรับโครงการนี้ ไม่ว่าในรูปพระราชบัญญัติ หรือในรูปพระราชกำหนด ที่อาจจะมีปัญหาต้องตีความทางกฎหมาย
ดังนั้น วิธีหาเงินสำหรับโครงการที่ตรงไปตรงมาที่สุด ก็คือการใช้แหล่งเงินจากงบประมาณ โดยวิธีจัดแหล่งเงินจากงบประมาณนั้น หากใช้หลักการ ในการจรจาขอลดงบประมาณของทุกกระทรวง ก็ดูจะเป็นเรื่องยาก จึงควรเปลี่ยนไปใช้หลักการ เพิ่มรายได้ **ด้วยการเก็บภาษีคนรวย**
สำหรับวิธีการเก็บภาษีคนรวยนั้น สามารถพิจารณาจัดเก็บตามแนวทางต่อไปนี้
1\. ภาษีอสังหาริมทรัพย์
โดยควรมีการเพิ่มอัตราภาษีอสังหาริมทรัพย์พิเศษ เพื่อสนับสนุนโครงการดิจิทัล Wallet ให้เป็นอัตราก้าวหน้า ยิ่งมูลค่าสูง ยิ่งกำหนดอัตราภาษีสูงขึ้น เป็นขั้นบันได สำหรับหลักการเก็บภาษี เน้นที่คนรวยนั้น ควรเพิ่มอัตราภาษีสูงเป็นพิเศษ เมื่อมูลค่าสูงกว่าปกติ
บันไดขั้นแรก เริ่มเก็บภาษีพิเศษ เช่น 3% ต่อปี สำหรับอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 500 ล้านบาทขึ้นไป บันไดขั้นที่สอง เพิ่มอัตราภาษีสูงขึ้น 5% ต่อปี สำหรับอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป บันไดขั้นที่สาม เพิ่มอัตราภาษีสูงขึ้นไปอีก 10% ต่อปี สำหรับอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 10,000 ล้านบาทขึ้นไป บันไดขั้นที่สี่ เพิ่มอัตราภาษีสูงขึ้นไปอีก 20% ต่อปี สำหรับอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 50,000 ล้านบาทขึ้นไป เป็นต้น
2\. ภาษีรถหรูหรา
ควรเพิ่มภาษีอสังหาริมทรัพย์พิเศษ เพื่อสนับสนุนโครงการดิจิทัล Wallet ให้เป็นอัตราก้าวหน้าเช่นกัน บันไดขั้นแรก เก็บภาษีพิเศษ เช่น 3% ต่อปี สำหรับรถยนต์ราคา ex factory มูลค่า 5 ล้านบาทขึ้นไป บันไดขั้นที่สอง เพิ่มอัตราภาษีสูงขึ้น เช่น 5% ต่อปี สำหรับรถยนต์ราคา ex factory มูลค่า 7 ล้านบาทขึ้นไป บันไดขั้นที่สาม เพิ่มอัตราภาษีสูงขึ้น เช่น 10% ต่อปี สำหรับรถยนต์ราคา ex factory มูลค่า 10 ล้านบาทขึ้นไป บันไดขั้นที่สี่ เพิ่มอัตราภาษีสูงขึ้น เช่น 20% ต่อปี สำหรับรถยนต์ราคา ex factory มูลค่า 20 ล้านบาทขึ้นไป เป็นต้น และให้ เก็บภาษีเครื่องบินส่วนตัว และเรือสำราญส่วนตัว ในทำนองเดียวกัน
3\. ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มพิเศษ เพื่อสนับสนุนโครงการดิจิทัล Wallet เฉพาะสำหรับสินค้าหรูหราฟุ่มเฟือย เป็น 20%
4\. ภาษีซื้อขายหุ้น
ภาษีซื้อขายหุ้น ควรเก็บภาษีจาก มูลค่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เป็นพิเศษ เพื่อสนับสนุนโครงการดิจิทัล Wallet ในอัตรา 1%
5\. ตรวจสอบภาษีบรรดาผู้มีเงินได้อย่างเข้มข้น
ควรตรวจภาษีเข้มข้น สำหรับบริษัทที่มีขนาดทรัพย์สินตั้งแต่ 1 หมื่นล้านบาทขึ้นไป โดยเฉพาะการทำธุรกรรมกับบริษัทในเครือ และการทำธุรกรรมที่เป็นการโอนเงินสด
นายธีระชัย ยังแสดงความเห็นอีกว่า ตามปฏิทินงบประมาณปีงบ 2567 ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 สำนักงบประมาณจะต้องเสนอกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ให้ ครม.เห็นชอบ
ต่อมาวันที่ 22-24 พฤศจิกายน 2566 สำนักงบประมาณพิจารณาการปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณ 2567 และเสนอ ครม.เห็นชอบ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 และมอบให้สำนักงบประมาณรับฟังความเห็นในวันที่ 29 พฤศจิกายน-5 ธันวาคม 2566 ผลการรับฟังความคิดเห็นจะเสนอ เสนอ ครม. วันที่ 12 ธันวาคม 2566 เพื่อรับทราบรับทราบผลการรับฟังความเห็น
หลังจากนั้น วันที่ 12-22 ธันวาคม 2566 สำนักงบประมาณ จัดพิมพ์ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 และเอกสารประกอบ และเสนอ ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 วันที่ 26 ธันวาคม 2566
ดูตามไทม์ไลน์ดังกล่าว จึงยังมีเวลาและโอกาส ที่รัฐบาลจะปรับเปลี่ยนงบประมาณด้านรายได้เสียใหม่ เพื่อทำให้คนรวยในประเทศไทย เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการดิจิทัล Wallet ซึ่งประชาชนทั่วไป น่าจะยินดีในแนวทางนี้ และบรรดาคนรวยก็น่าจะยินดีปฏิบัติด้วยดังที่ท่านเจ้าสัวกล่าวเอาไว้ ว่าต้องมองประโยชน์ของประเทศเป็นหลักก่อน แล้วค่อยพูดถึงตัวเอง




