รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง กำลังมีความพยายามเก็บภาษี เพื่อเพิ่มรายได้ ช่องทางหนึ่งที่ได้รับความสนใจ คือ ช่องทางดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ เศรษฐกิจดิจิทัลกำลังกลายเป็นช่องทางขยายฐานภาษีของไทย ผ่านช่องทางดิจิทัล 3 มาตรการ หลักการในการจัดเก็บแบบนี้ คือ การ ใช้ Data ตรวจสอบรายได้ผู้ค้าออนไลน์ เก็บ VAT จากบริการดิจิทัลต่างชาติ และจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำตั้งแต่บาทแรก โดยมีการประเมินว่าอาจสร้างรายได้รวมราว 31,000 ล้านบาทต่อปี
3 ช่องทางจัดเก็บภาษี
Data Matching ใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์มตรวจสอบรายรับผู้ค้าออนไลน์ ก่อนหน้านี้ มีการกำหนดให้แพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าเกณฑ์ต้องจัดทำและนำส่งบัญชีพิเศษ และแสดงข้อมูลรายรับของผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือบริการผ่านแพลตฟอร์มให้กรมสรรพากร หลักเกณฑ์มีผลกับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567
ครอบคลุมแพลตฟอร์มที่จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทยและมีรายได้จากกิจการเกิน 1,000 ล้านบาทต่อปี ตามเงื่อนไขที่กำหนด เมื่อข้อมูลรายรับจากแพลตฟอร์มเชื่อมโยงกับข้อมูลภาษีและธุรกรรมทางการเงิน หน่วยงานรัฐจะมีเครื่องมือเพิ่มขึ้นในการตรวจสอบรายได้ของผู้ค้าบนโลกออนไลน์ รวมถึงผู้ประกอบอาชีพที่มีรายได้จากแพลตฟอร์มผู้ให้ข้อมูลประเมินว่า
แนวทางนี้อาจช่วยขยายฐานผู้เสียภาษีและเพิ่มรายได้ภาษีได้ประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี แต่ยังต้องมีข้อมูลจากกรมสรรพากรเพื่อยืนยันผลจัดเก็บที่เกิดจาก การจัดเก็บด้วยมาตรการนี้ถ้ามีประสิทธิภาพ มีคนคำนวณว่า อาจเพิ่มรายได้ภาษี 20,000 ล้านบาทต่อปี แต่ยอดเงินรับไม่ใช่รายได้ที่ต้องเสียภาษีทั้งหมด และยังต้องตรวจสอบตัวตน รายการธุรกรรม และแบบยื่นภาษี
ภาษี e-Service เก็บ VAT 7% จากบริการดิจิทัลต่างชาติ เช่น โฆษณาออนไลน์ ซอฟต์แวร์ และสตรีมมิง มีการระบุรายได้ราว 8,000–10,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม ต้องแยกยอดจัดเก็บรายปีออกจากยอดภาษีสะสมหลายปี จากข้อมูลมีประมาณการ
การจัดเก็บภาษีจากบริการกลุ่มนี้สร้างรายได้ให้รัฐประมาณ 8,000–10,000 ล้านบาทต่อปี และมียอดสะสมเกิน 30,000 ล้านบาทในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มาตรการนี้ช่วยขยายการจัดเก็บภาษีให้ครอบคลุมบริการดิจิทัลข้ามพรมแดนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องแยกยอดภาษีสะสมออกจากยอดจัดเก็บรายปี และไม่ควรนำยอดภาษีไปตีความเป็นมูลค่าการใช้บริการดิจิทัลทั้งหมด
จัดเก็บภาษีสินค้านำเข้า ยกเลิกการยกเว้นภาษีสินค้ามูลค่าต่ำ ช่วยลดความแตกต่างวามวด้านภาษีระหว่างสินค้าไทยกับสินค้านำเข้า แต่การจัดเก็บต้องอาศัยข้อมูลจากแพลตฟอร์ม ผู้ขนส่ง และศุลกากร เพื่อป้องกันการสำแดงราคาต่ำกว่าจริงและการหลีกเลี่ยงภาษี
มาตรการนี้เริ่มบังคับใช้ก.ค. 2567 ที่ผ่านมา สินค้านำเข้าจากจีนผ่าน Temu, Taobao หรือ Shopee Global ที่ราคาไม่เกิน 1,500 บาท ต้องโดน VAT 7% ทุกชิ้น คาดว่าจะเก็บภาษีเพิ่มได้ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี แม้เม็ดเงินจะไม่ใหญ่มาก แต่ช่วยลดความเสียเปรียบให้ SME ไทยได้ระดับหนึ่ง และทำให้รัฐเห็น Data สินค้านำเข้าทั้งหมด
มีข้อมูล ไม่ได้แปลว่าเก็บเงินได้ครบ
มาตรการในการใช้ข้อมูล เป็นความพยายาม ปิดรูรั่ว และ ขยายฐานภาษี ไปพร้อมๆ กัน เป็นแนวทางที่น่าสนใจ แต่ไม่ใช่จะง่าย โจทย์ของรัฐบาลคือการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง ติดตามผู้ให้บริการข้ามพรมแดน และแยกภาษีที่ประเมินได้ออกจากเงินที่จัดเก็บจริง
ขณะเดียวกันต้องพิสูจน์ด้วยว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากมาตรการใหม่ ไม่ใช่ภาษีที่จัดเก็บได้อยู่แล้ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่รัฐตั้งเป้าเก็บภาษีดิจิทัลได้เท่าไร แต่คือแต่ละมาตรการเก็บเงินได้จริงเท่าไร และเพิ่มรายได้สุทธิให้รัฐได้แค่ไหน ตัวเลข 31,000 ล้านบาทก็ยังเป็นเพียงประมาณการศักยภาพการจัดเก็บ ไม่ใช่ข้อยืนยันว่ารัฐเก็บรายได้เพิ่มได้ครบตามจำนวนดังกล่าวแล้ว
ต้องไม่ลืมว่าข้อมูลเงินสะพัดไม่ใช่กำไรสุทธิ ต้องใช้เวลาเรียกตรวจเอกสารต้นทุนจริง ร้านค้าอาจหลบไปขายบน Social Live, ใช้แพลตฟอร์มต่างชาติที่ไม่เข้าเกณฑ์ รายได้ไม่ถึง 1,000 ล้านบาท หรือใช้นอมินี และวิธีกระจายหลายผู้ประกอบการ
บัญหาการยืนยันตัวตนเจ้าของรายได้จริงยาก หากใช้บัญชีม้าหรือบัญชีชั่วคราว บริษัทต่างชาติอาจใช้วิธีผลักภาระให้คนไทยแทน เลี่ยงไม่จดทะเบียน ทำให้ต้องตรวจสอบบัญชีเชิงลึกข้ามพรมแดนทำได้ยากการเก็บภาษีนำเข้า ปริมาณสินค้านำเข้านับล้านชิ้นต่อวัน ทำให้ศุลกากรและผู้ขนส่งตรวจประเมินภาษีไม่ทัน สินค้าตกค้างล่าช้า
ผู้ขายต่างชาติอาจจะแจ้งราคาต่ำกว่าจริง หรือแจ้งประเภทสินค้าผิดเพื่อเลี่ยงภาษี ระบบต้องพึ่งต่างชาติ ต้องพัฒนาระบบเชื่อมต่อให้แพลตฟอร์มต่างชาติต้นทางช่วยเก็บภาษี หากเขาไม่ร่วมมือ ภาระจะตกมาอยู่ที่การเรียกเก็บปลายทาง




