พาณิชย์คุมเข้มราคาปุ๋ย เคาะ ‘ราคาแนะนำรายจังหวัด’ สกัดโก่งราคา-อุ้มเกษตรกร
ท่ามกลางแรงกดดันต้นทุนภาคเกษตรที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะราคาปุ๋ยที่ผันผวนตามตลาดโลก กระทรวงพาณิชย์เร่งยกระดับมาตรการกำกับดูแลราคา ควบคู่การช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเป็นระบบ หวังสกัดการเอาเปรียบในห่วงโซ่จำหน่าย และลดภาระต้นทุนในช่วงฤดูเพาะปลูก
วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ 4 สมาคมปุ๋ย ว่า ที่ประชุมเห็นชอบกำหนด “ราคาแนะนำจำหน่ายปุ๋ยเคมีรายจังหวัด” โดยอิงต้นทุนจริงตั้งแต่หน้าโรงงาน บวกค่าขนส่งและค่ายก จนถึงระดับอำเภอเมือง เพื่อให้สะท้อนต้นทุนในแต่ละพื้นที่ และเป็นข้อมูลอ้างอิงให้เกษตรกรใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อ
มาตรการดังกล่าวจะเริ่มประกาศใช้ตั้งแต่สัปดาห์หน้า ผ่านเว็บไซต์กรมการค้าภายใน และส่งต่อให้คณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ใช้กำกับดูแลราคาในพื้นที่ โดยครอบคลุมปุ๋ยสูตรหลักที่ใช้แพร่หลาย เช่น 16-0-0, 21-0-0, 0-0-60, 15-15-15, 16-20-0 และ 16-8-8
ชี้ปัญหาหนักอยู่ ‘ปลายน้ำ’ พบโก่งราคา 300-500 บาท
อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ปัญหาราคาปุ๋ยในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากผู้ผลิต แต่เกิดในช่วงรอยต่อถึงร้านค้าปลีก ซึ่งมีการปรับราคาสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผล บางพื้นที่พบการบวกเพิ่มถึง 300-500 บาทต่อกระสอบ
ทั้งนี้ กรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าปุ๋ยแล้ว 1,135 แห่ง พบกระทำผิด 51 แห่ง และดำเนินคดีแล้ว 6 แห่ง ที่เหลืออยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
เร่ง ‘ธงเขียวพลัส’ คุมต้นทุน-แนะใช้ปุ๋ยเหมาะสม
ควบคู่กันนี้ กรมการค้าภายในได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และกรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าโครงการ “ธงเขียวพลัส” ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดพืชและสภาพพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
พร้อมแนะนำให้ลดการใช้ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งราคาปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมประมาณ 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เป็นกว่า 900 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และสามารถใช้สูตรปุ๋ยอื่นทดแทนได้ในหลายกรณี

เตรียม ‘ไทยช่วยไทย’ ขายปุ๋ยถูก เริ่ม พ.ค.นี้
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์เตรียมจัดโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต : ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” เพื่อช่วยลดต้นทุนเกษตรกรในช่วงเพาะปลูก โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
ในระยะแรกจะครอบคลุม 10 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ กำแพงเพชร กาญจนบุรี อุทัยธานี และราชบุรี ก่อนขยายเพิ่มเติมอีก 20 จังหวัด และครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกสำคัญทั่วประเทศ
มาตรการช่วยเหลือจะเพิ่มการชดเชยราคาปุ๋ยเป็น 300 บาทต่อกระสอบ (สูงสุด 5 กระสอบ) จากเดิม 200 บาท และหากซื้อสารเคมีเกษตรเพิ่มเติม จะได้รับส่วนลดอีก 50 บาท รวมช่วยเหลือเฉลี่ยครัวเรือนละประมาณ 1,550 บาท
ขณะที่เกษตรกรที่มีคุณสมบัติเพิ่มเติม เช่น มีบัตรดินดี หรือผ่านมาตรฐาน GAP จะสามารถซื้อปุ๋ยเพิ่มได้อีก 1 กระสอบ และรับคูปองปุ๋ยอินทรีย์ 250 บาท รวมรับการสนับสนุนสูงสุดประมาณ 2,100 บาทต่อครัวเรือน
เปิดทางนำเข้าใหม่ ลดเสี่ยงต้นทุนระยะยาว
ในด้านการบริหารต้นทุนระยะยาว ผู้นำเข้าปุ๋ยอยู่ระหว่างเจรจานำเข้าจากแหล่งใหม่ เช่น มาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย เพื่อลดความเสี่ยงจากตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ต้นทุนจะเริ่มขยับเข้าใกล้เพดานที่เคยอนุมัติ ผู้ผลิตยังไม่ได้ยื่นขอปรับขึ้นราคาจำหน่าย โดยภาครัฐยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาสมดุลระหว่างต้นทุนและความสามารถในการเข้าถึงของเกษตรกร
มาตรการทั้งหมดสะท้อนแนวทางของกระทรวงพาณิชย์ในการ “คุมราคา-ลดต้นทุน-สร้างความเป็นธรรม” ให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่ปุ๋ย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่คลี่คลาย





