ปาล์มภูเก็ต หยุดว้าวุ่น ข่าวลานเทหยุดซื้อ ไม่จริง!

26 พ.ค. 2567 - 16:13

  • กรมการค้าภายใน เผย กระแสข่าว ‘ภูเก็ตหยุดซื้อปาล์ม’ ตรวจสอบแล้ว ‘ไม่จริง’

  • วอนอย่าตื่นตระหนก พร้อมย้ำ โรงสกัดน้ำมันปาล์มแทบทุกแห่ง ยังเปิดปกติ แต่จะมีบ้างที่แจ้งปิดซ่อมบำรุงเครื่องจักร

  • เตือนคนปล่อยข่าว มีความผิด

dit_phuket_palm_oil_extraction_factory_fake_news_SPACEBAR_Hero_d3ba2dfcf6.jpg

ข่าว ผู้ประกอบการโรงงานสกัดในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ในวันที่ 1 มิถุนายน 2567 ซึ่งวันเวลา ณ ปัจจุบัน คืบใกล้เข้ามาทุกขณะ เป็นที่กังวลกับประชาชน ล่าสุด พาณิชย์ตรวจสอบแล้ว ยืนยัน ผู้ประกอบการโรงงานสกัด ยังดำเนินการเป็นปกติ 

อุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เผย ตามที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการหยุดรับซื้อผลปาล์มน้ำมันของผู้ประกอบการโรงงานสกัดในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ในวันที่ 1 มิถุนายน 2567 จนสร้างความตื่นตระหนกให้แก่เกษตรกรและเร่งรีบตัดผลปาล์มจากสวนมาขายให้กับลานเท นั้น กรมการค้าภายใน ได้ประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที โดยปัจจุบันพบว่า โรงงานสกัดฯ ในจังหวัดกระบี่ทุกรายยังเปิดรับซื้อตามปกติ ทั้งนี้ จะมีบ้าง ที่บางโรงงานใกล้เคียง อาจหยุดรับซื้อ เนื่องจากจำเป็นต้องหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักร จึงเร่งสกัดปาล์มที่ค้างบนลานให้หมดสิ้น หลังจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดปริมาณมากในช่วงที่ผ่านมานี้ แต่สถานการณ์นี้ก็จะเกิดขึ้นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ขณะที่แนวโน้มสถานการณ์ ยังคาดว่าเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ปริมาณผลปาล์มที่เข้าโรงงานจะเริ่มลดลง 

ปัญหาที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ น้ำ ซึ่งขณะนี้โรงงานสกัดได้มีการซื้อน้ำเข้ามาเพื่อผลิตน้ำมันปาล์ม ซึ่งในเรื่องนี้กรมการค้าภายในได้ขอความร่วมมือให้โรงงานสกัดยังคงดำเนินการรับซื้อเป็นไปตามปกติ

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบติดตามสถานการณ์และพฤติกรรมของโรงงานสกัดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้กำชับให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมาย และให้ปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจนและเปิดเผย 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ขอวิงวอนให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มยืดระยะเวลาการตัดออกไป และตัดปาล์มสุกเต็มที่ เพื่อให้ได้ราคาดีและจะได้น้ำหนักเพิ่มด้วย 

อธิบดีกรมการค้าภายใน ยังย้ำเตือนถึง ผู้ปล่อยข่าวเท็จ ว่าอาจต้องได้รับโทษ เพราะสร้างความตื่นตระหนก ทำให้เสียหาย เข้าข่ายทำให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคา จะมีโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ มาตรา 29  มีโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์