‘น้ำตาล’ ที่ว่า ‘หวาน’ หากรับประทานมากไปก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตลาดเครื่องดื่มน้ำตาลต่ำ จึงเติบโตทั่วโลก เพื่อสร้างสุขภาพปลอดโรค ที่หลายประเทศต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลในการรักษา และแนวทางการผลิตและขายสินค้าน้ำตาลต่ำ จึงเป็นหนทางช่วยสร้างสุขภาวะที่ดี ให้คนทั่วโลก และทันทีที่ภาครัฐ เห็นช่องทางการทำตลาดระหว่างประเทศ ก็เร่งเผยให้ผู้ประกอบการไทย ได้ปรับตัว เพื่อรับมือความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้น
โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยโอกาสของเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และมีน้ำตาลต่ำ ทั้ง เครื่องดื่มสมุนไพร ชา น้ำผลไม้ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพของไทย มีโอกาสทำตลาดต่างประเทศ โดยขยายไปขายที่ตลาดโรมาเนีย หลังผลสำรวจพบผู้บริโภคหันมานิยมมากขึ้น เหตุดีต่อสุขภาพ
ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผย หลังกรมฯ มอบนโยบายทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด มีข่าวดีว่า ที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี มีโอกาสในการขยายตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และมีน้ำตาลต่ำในตลาดโรมาเนีย หลังขณะนี้มีแนวโน้มเติบโตดีในปี 2566 โดยเฉพาะในกลุ่มน้ำดื่มบรรจุขวด น้ำอัดลม หัวน้ำเชื้อ น้ำผลไม้ กาแฟพร้อมดื่ม ชาพร้อมดื่ม เครื่องชูกำลัง และเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬา
เกลือแร่ และน้ำผลไม้ 100% เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคมองว่าหากจะต้องจ่ายมากขึ้นแล้วก็จะเลือกสินค้าที่ดีต่อสุขภาพและใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทน อีกทั้งผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพและตระหนักถึงผลกระทบของการเลือกบริโภคที่มีต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
อีกประเด็นที่สำคัญ คือการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของรัฐบาลโรมาเนีย มาตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 กับกลุ่มธุรกิจ HoReCa เช่น โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และธุรกิจจัดเลี้ยง จาก 5% เป็น 9% ส่งผลให้เครื่องดื่มที่มีรสหวาน ที่จำหน่ายโดยผู้ประกอบการธุรกิจ HoReCa มีราคาสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการหันไปผลิตเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ เช่น เครื่องดื่มน้ำตาลต่ำหรือปราศจากน้ำตาล เครื่องดื่มเสริมเกลือแร่ เครื่องดื่มชูกำลังมากขึ้น และตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าเครื่องดื่มต้องเก็บค่าธรรมเนียมมัดจำขวดเครื่องดื่มพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และกระป๋องเครื่องดื่มที่ทำจากอะลูมิเนียมในอัตรา 0.50 เลย์ (ประมาณ 0.1 ยูโร หรือ 3.75 บาท) ต่อเครื่องดื่ม 1 ขวดหรือ 1 ใบ ซึ่งจะกระทบต่อราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5 เลย์ต่อสินค้าเครื่องดื่ม 1 รายการ
อีกทั้ง ยังต้อง ‘ศึกษากฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง’ ก่อนพิจารณาส่งออกมายังโรมาเนีย เช่นอะไรบ้าง?
ทั้งนี้ โรมาเนียเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป จึงจะใช้อัตราอากรเหมือนกันกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ในสหภาพยุโรป ทว่าจะมีอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น ประเทศโรมาเนียกำหนด VAT สินค้าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็น 19% ตั้งแต่ต้นปี 2566 เป็นต้น
ส่วนประเด็นอื่นๆ ‘ต้องมีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า’ (Certificate of Origin) จากกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อใช้ในการรับรองสินค้าของผู้ส่งออกว่าส่งออกมาจากประเทศใด และปฏิบัติได้ถูกต้องตามกฎที่ว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึง ‘ขอหนังสือรับรองผลิตภัณฑ์’ (Certificate of Free Sale) และ ‘ใบอนุญาตการผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องดื่ม’ จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และด้านคุณภาพสินค้า ต้องพิจารณา ‘การใช้สารกันบูดหรือวัตถุเจือปนอาหาร’ โดยศึกษาข้อมูลได้จากระเบียบสหภาพยุโรป เช่น Regulation (EC) No 178/2022 ว่าด้วยความปลอดภัยของอาหารและการใช้สารกันเสีย (Preservative) ในผลิตภัณฑ์อาหาร และสินค้าที่ส่งออกมาตลาดสหภาพยุโรป ควรมีอายุอย่างน้อย 5 ปี เพราะต้องเผื่อเวลาขนส่ง และการเก็บในโกดังด้วย
สำหรับการสำรวจตลาดเครื่องดื่มของไทยในตลาดกรุงบูคาเรสต์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 ทูตพาณิชย์รายงานว่า ร้านขายสินค้าเอเชียในกรุงบูคาเรสต์มีการจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำผลไม้พร้อมดื่มบรรจุกระป๋องยี่ห้อ FOCO และมีร้านขายเครื่องดื่มประเภทน้ำหวานชงและชานมไข่มุก 2 ร้าน ที่บริหารโดยผู้ประกอบการไทยที่อาศัยอยู่ในกรุงบูคาเรสต์ ได้แก่ ร้าน Zebra Cat และร้าน Dolly Bubble Cha Thai
ทั้งนี้ จากการสอบถามผู้ประกอบการไทย ทราบว่าชาไทยและน้ำหวานชงที่ใช้สินค้าแบรนด์ไทย เช่น Hell’s Blue Boy เป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวโรมาเนีย ทว่าผู้ประกอบการอาจจะต้องปรับลดปริมาณความหวาน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคชาวโรมาเนียมากขึ้น
ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการเครื่องดื่มของไทย ต้องการขยายตลาดสินค้าในกรุงบูคาเรสต์ โรมาเนีย ขอให้พิจารณาเข้าร่วมงานแสดงสินค้าด้านอาหารและเครื่องดื่มที่น่าสนใจจำนวน 2 งาน ที่มีกำหนดจัด ณ ศูนย์ประชุม ROMEXPO กรุงบูคาเรสต์ในปี 2566 ได้แก่
โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยโอกาสของเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และมีน้ำตาลต่ำ ทั้ง เครื่องดื่มสมุนไพร ชา น้ำผลไม้ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพของไทย มีโอกาสทำตลาดต่างประเทศ โดยขยายไปขายที่ตลาดโรมาเนีย หลังผลสำรวจพบผู้บริโภคหันมานิยมมากขึ้น เหตุดีต่อสุขภาพ
ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผย หลังกรมฯ มอบนโยบายทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ สำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด มีข่าวดีว่า ที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี มีโอกาสในการขยายตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และมีน้ำตาลต่ำในตลาดโรมาเนีย หลังขณะนี้มีแนวโน้มเติบโตดีในปี 2566 โดยเฉพาะในกลุ่มน้ำดื่มบรรจุขวด น้ำอัดลม หัวน้ำเชื้อ น้ำผลไม้ กาแฟพร้อมดื่ม ชาพร้อมดื่ม เครื่องชูกำลัง และเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬา
เทรนด์น้ำตาลต่ำ ดีต่อสุขภาพ
ทั้งนี้ แม้น้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำอัดลมยังเป็นตัวเลือกเครื่องดื่มยอดนิยมในโรมาเนีย แต่ผลกระทบจากราคาพลังงานที่กระทบต่อต้นทุนสินค้าและราคาขาย ทำให้น้ำอัดลมที่มีราคาสูง เริ่มไม่เป็นที่นิยม ขณะที่เครื่องดื่มชูกำลังแบบน้ำตาลน้อย น้ำดื่มผสมวิตามินประเภท Functional Drink เครื่องดื่มเกลือแร่ และน้ำผลไม้ 100% เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคมองว่าหากจะต้องจ่ายมากขึ้นแล้วก็จะเลือกสินค้าที่ดีต่อสุขภาพและใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทน อีกทั้งผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพและตระหนักถึงผลกระทบของการเลือกบริโภคที่มีต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
อีกประเด็นที่สำคัญ คือการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของรัฐบาลโรมาเนีย มาตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 กับกลุ่มธุรกิจ HoReCa เช่น โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และธุรกิจจัดเลี้ยง จาก 5% เป็น 9% ส่งผลให้เครื่องดื่มที่มีรสหวาน ที่จำหน่ายโดยผู้ประกอบการธุรกิจ HoReCa มีราคาสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการหันไปผลิตเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ เช่น เครื่องดื่มน้ำตาลต่ำหรือปราศจากน้ำตาล เครื่องดื่มเสริมเกลือแร่ เครื่องดื่มชูกำลังมากขึ้น และตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าเครื่องดื่มต้องเก็บค่าธรรมเนียมมัดจำขวดเครื่องดื่มพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และกระป๋องเครื่องดื่มที่ทำจากอะลูมิเนียมในอัตรา 0.50 เลย์ (ประมาณ 0.1 ยูโร หรือ 3.75 บาท) ต่อเครื่องดื่ม 1 ขวดหรือ 1 ใบ ซึ่งจะกระทบต่อราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5 เลย์ต่อสินค้าเครื่องดื่ม 1 รายการ
‘ใบเปิดทาง’ เข้าตลาดโรมาเนีย มีอะไรต้องศึกษา?
จากการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ ทำให้ผู้ประกอบการไทย ต้องจริงจังกับบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เครื่องดื่มน้ำตาลต่ำของท่าน เข้าไปโดดเด่นได้ในตลาดโรมาเนีย เพราะนี่ก็เป็นโอกาสทางการค้าที่น่าสนใจสำหรับสินค้าไทย ประเภทเครื่องดื่มสมุนไพร น้ำชา น้ำผลไม้พร้อมดื่ม และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ที่จะเข้าไปทดลองทำตลาดโรมาเนียอีกทั้ง ยังต้อง ‘ศึกษากฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง’ ก่อนพิจารณาส่งออกมายังโรมาเนีย เช่นอะไรบ้าง?
- ระเบียบทั่วไปว่าด้วยอาหาร (General Food Law) ของสหภาพยุโรป (Regulation (EC) No 178/2002 of 28 January 2002)
- ระเบียบว่าด้วยฉลากสินค้าอาหาร (Regulation (EC) No. 1169/2011)
- ระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์ และของเสียที่เกิดจากบรรจุภัณฑ์ (Directive 94/62/EC)
- ระเบียบว่าด้วยสุขอนามัยอาหาร ในส่วนที่เกี่ยวข้องการจัดการอาหารที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ (Commission Regulation (EU) 2021/382) เป็นต้น
ทั้งนี้ โรมาเนียเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป จึงจะใช้อัตราอากรเหมือนกันกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ในสหภาพยุโรป ทว่าจะมีอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น ประเทศโรมาเนียกำหนด VAT สินค้าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็น 19% ตั้งแต่ต้นปี 2566 เป็นต้น
ส่วนประเด็นอื่นๆ ‘ต้องมีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า’ (Certificate of Origin) จากกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อใช้ในการรับรองสินค้าของผู้ส่งออกว่าส่งออกมาจากประเทศใด และปฏิบัติได้ถูกต้องตามกฎที่ว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึง ‘ขอหนังสือรับรองผลิตภัณฑ์’ (Certificate of Free Sale) และ ‘ใบอนุญาตการผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องดื่ม’ จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และด้านคุณภาพสินค้า ต้องพิจารณา ‘การใช้สารกันบูดหรือวัตถุเจือปนอาหาร’ โดยศึกษาข้อมูลได้จากระเบียบสหภาพยุโรป เช่น Regulation (EC) No 178/2022 ว่าด้วยความปลอดภัยของอาหารและการใช้สารกันเสีย (Preservative) ในผลิตภัณฑ์อาหาร และสินค้าที่ส่งออกมาตลาดสหภาพยุโรป ควรมีอายุอย่างน้อย 5 ปี เพราะต้องเผื่อเวลาขนส่ง และการเก็บในโกดังด้วย
สำหรับการสำรวจตลาดเครื่องดื่มของไทยในตลาดกรุงบูคาเรสต์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 ทูตพาณิชย์รายงานว่า ร้านขายสินค้าเอเชียในกรุงบูคาเรสต์มีการจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำผลไม้พร้อมดื่มบรรจุกระป๋องยี่ห้อ FOCO และมีร้านขายเครื่องดื่มประเภทน้ำหวานชงและชานมไข่มุก 2 ร้าน ที่บริหารโดยผู้ประกอบการไทยที่อาศัยอยู่ในกรุงบูคาเรสต์ ได้แก่ ร้าน Zebra Cat และร้าน Dolly Bubble Cha Thai
ทั้งนี้ จากการสอบถามผู้ประกอบการไทย ทราบว่าชาไทยและน้ำหวานชงที่ใช้สินค้าแบรนด์ไทย เช่น Hell’s Blue Boy เป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวโรมาเนีย ทว่าผู้ประกอบการอาจจะต้องปรับลดปริมาณความหวาน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคชาวโรมาเนียมากขึ้น
ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการเครื่องดื่มของไทย ต้องการขยายตลาดสินค้าในกรุงบูคาเรสต์ โรมาเนีย ขอให้พิจารณาเข้าร่วมงานแสดงสินค้าด้านอาหารและเครื่องดื่มที่น่าสนใจจำนวน 2 งาน ที่มีกำหนดจัด ณ ศูนย์ประชุม ROMEXPO กรุงบูคาเรสต์ในปี 2566 ได้แก่
- Indagra Food 2023 ระหว่างวันที่ 25 - 29 ตุลาคม 2566
- Foodservice & Hospitality Expo 2023 ระหว่างวันที่ 4 - 6 พฤศจิกายน 2566



