เดินหน้าเลิกสัญญาซ่อมรถ NGV กับ SCN-CHO พร้อมเรียกค่าเสียหายและเห็นชอบแผนปี 68 เสนอกู้ 3 หมื่นล้านบาท ชำระเงินกู้เดิมและเสริมสภาพคล่อง และรับ PSO 5.7 พันล้านบาท
ประธานคณะกรรมการบริหารกิจการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ กล่าวว่า ประชุมได้พิจารณาเรื่องการบอกเลิกสัญญาซ่อมบำรุงรถปรับอากาศสีฟ้า NGV ยี่ห้อบอนลัค จำนวน 489 คัน กับกลุ่มร่วมทำงาน SCN-CHO (บมจ. ช ทวี จำกัด หรือ CHO ร่วมกับ บมจ.สแกน อินเตอร์ หรือ SCN) ที่มีปัญหารถเสียสามารถวิ่งให้บริการได้เพียง 80 คันเท่านั้น
ที่ประชุมให้เสนอคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายฯ พิจารณาอำนาจในการบอกยกเลิกสัญญา โดยหากอนุฯ กฎหมายเห็นว่าเป็นอำนาจของ ผู้อำนวยการ ขสมก. ให้ดำเนินการบอกยกเลิกสัญญาและนำรายงานต่อที่ประชุมบอร์ดต่อไป หากการบอกเลิกสัญญาเป็นอำนาจของบอร์ด ให้เสนอบอร์ดพิจารณาเห็นชอบบอกเลิกสัญญาในการประชุมครั้งต่อไป เพื่อเร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด
ขสมก.ได้รายงานด้วยว่า การบอกเลิกสัญญา ขสมก.จะเรียกค่าเสียหาย และค่าเสียโอกาสจากคู่สัญญาด้วย เนื่องจาก ขสมก.ขาดโอกาสในการหารายได้จากรถ NGV จำนวน 489 คัน, ขาดรายได้จากการนำรถเส้นทางอื่นมาช่วยวิ่งในเส้นทางของรถ NGV, ค่าความเสี่ยงที่จะถูกคู่ค้าเรียกค่าเสียหาย เช่นกรณีคู่ค้าโฆษณาบนรถ NGV และค่าเสียหายอื่น ๆ เบื้องต้นประมาณ 500 ล้านบาท
สำหรับการยกเลิกสัญญาครั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมานางพิมพ์วนิฎา จรัสปรีดา กรรมการ และเลขานุการ บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า คณะกรรมการบริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะสมาชิกของกลุ่มร่วมทำงาน SCN-CHO ในการประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 มีมติให้กลุ่มร่วมทำงานฯ บอกเลิกสัญญาซื้อขายและซ่อมแซมบำรุงรักษารถยนต์โดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 489 คัน กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ ตามสัญญาเลขที่ ร.5 1/2560 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2560
เนื่องจากกลุ่มร่วมทำงานฯ ประสบอุปสรรคในการดำเนินงานตามสัญญา โดยปัจจัยหลักที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ขสมก. ชำระเงินล่าช้า บางงวดล่าช้ากว่า 3 เดือน ซึ่งกลุ่มร่วมทำงานฯ ได้มีหนังสือทวงถามและเรียกดอกเบี้ยล่าช้าดังกล่าว แต่ไม่ได้รับการเยียวยาหรือแก้ไขแต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้ ทำให้กลุ่มร่วมทำงานฯ ต้องหาแหล่งเงินทุนมาหมุนเวียนโครงการ ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น ส่งผลกระทบให้การบริหารจัดการไม่เป็นไปตามแผน เช่น การจัดหาอะไหล่สำรอง การบริการงานซ่อม และแรงงานช่างไม่เพียงพอ เป็นต้น ทำให้ไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามแผน และเกิดค่าปรับในมูลค่าที่สูงและกลุ่มร่วมทำงานฯ ได้แจ้งให้ ขสมก. แก้ไข แต่ ขสมก. กลับเพิกเฉย
คณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัท และผู้มีส่วนได้เสียเป็นสำคัญแล้วเห็นว่าเป็นรายการที่มีผลต่อการรับรู้ข้อมูล และรวมถึงการตัดสินใจลงทุนของผู้ถือหุ้น จึงกำหนดให้แจ้งข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการบอกเลิกสัญญานี้ เพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์ได้รับทราบต่อไป การยกเลิกสัญญาดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท
ขสมก. เร่งทำรถเมล์ EV
ประธานบอร์ด ขสมก. กล่าวต่อว่า เร่งผลักดันโครงการจัดการรถโดยสารปรับอากาศพลังงานสะอาด (รถโดยสาร EV) จำนวนรวม 3,390 คัน เพื่อทดแทนรถเก่าที่มีอายุใช้งานมากกว่า 30 ปี ซึ่งแบ่งการดำเนินการจัดหาออกเป็น 3 ระยะ (เฟส) นั้น ขสมก.ได้นำเสนอบอร์ดในครั้งนี้ โดยที่ประชุมได้รับทราบการบรรจุโครงการจัดหาและบำรุงรักษารถโดยสารพลังงานสะอาด จำนวน 1,520 คัน ซึ่งเป็นโครงการในเฟสที่ 3 เข้าสู่แผนการดำเนินการ ตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (PPP) ซึ่งโครงการนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการลงทุนโครงการเกิน 1,000 ล้านบาทไปแล้ว ซึ่งขั้นตอนจากนี้ ขสมก.จะขอเงินจากกองทุน PPP เพื่อจ้างที่ปรึกษาการดำเนินการศึกษาการร่วมลงทุนตามเงื่อนไข PPP คาดว่าจะใช้วงเงิน 20-30 ล้านบาท ใช้เวลาศึกษา 2-3 เดือน หลังจากศึกษาเสร็จแล้วจะเสนอบอร์ดอีกครั้งและเข้าสู่กระบวนการ PPP คัดเลือกเอกชนต่อไป
โดยเฟส 1 จำนวน 350 คัน ตามแผนจะใช้วิธีการจัดหาแบบเฉพาะเจาะจงเพราะมีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน และเฟส 2 จำนวน 1,520 คัน ใช้วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) นั้น บอร์ดเห็นควรให้ ขสมก.เสนอคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ก่อน เพื่อให้เกิดความรอบคอบและคาดว่าจะเสนอบอร์ดได้ในเดือนหน้า
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้ ขสมก.กู้เงินเพื่อชำระหนี้เงินกู้เดิมที่ครบกำหนดและเสริมสภาพคล่องทางการเงิน (กรณีรายได้ไม่พอสำหรับรายจ่าย) ประจำปีงบประมาณ 2568 รวมเป็นเงิน 30,025.66 ล้านบาท ประกอบด้วย
- จ่ายคืนต้นเงินกู้ 21,484.93 ล้านบาท
- เสริมสภาพคล่องทางการเงิน 8,540.73 ล้านบาท แยกเป็นค่าเชื้อเพลิงรถโดยสาร 2,494.85 ล้านบาท ค่าเหมาซ่อมรถโดยสาร 1,662.19 ล้านบาท เสริมสภาพคล่องทางการเงิน 4,383.69 ล้านบาท
ทั้งนี้ในปี 2568 ขสมก.คาดว่าจะมีรายได้รวม 6,435 ล้านบาท รายจ่ายประมาณ 36,461 ล้านบาท




