‘ขสมก.- ช ทวี’ แตกหัก ศึกรถเมล์ปรับอากาศ NGV

7 มี.ค. 2567 - 15:39

  • การแตกหักระหว่าง ขสมก. กับ ช ทวี เป็นที่ชัดเจนแล้ว

  • ช ทวี ประชุมกรรมการ มีมติขอยกเลิกสัญญารถแอร์มีน้ำเงิน NGV เพราะ ขสมก.ติดเงิน

  • ขสมก. ประชุมบอร์ดให้ยกเลิกสัญญา และเรียกร้องค่าเสียหายกลับ 500 ล้านบาท

economic_bus_scn_chothawee_bmta_ngv_SPACEBAR_Hero_a558bc0df1.jpg

เดินหน้าเลิกสัญญาซ่อมรถ NGV กับ SCN-CHO พร้อมเรียกค่าเสียหายและเห็นชอบแผนปี 68 เสนอกู้ 3 หมื่นล้านบาท ชำระเงินกู้เดิมและเสริมสภาพคล่อง และรับ PSO 5.7 พันล้านบาท

ประธานคณะกรรมการบริหารกิจการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ กล่าวว่า ประชุมได้พิจารณาเรื่องการบอกเลิกสัญญาซ่อมบำรุงรถปรับอากาศสีฟ้า NGV ยี่ห้อบอนลัค จำนวน 489 คัน กับกลุ่มร่วมทำงาน SCN-CHO (บมจ. ช ทวี จำกัด หรือ CHO ร่วมกับ บมจ.สแกน อินเตอร์ หรือ SCN) ที่มีปัญหารถเสียสามารถวิ่งให้บริการได้เพียง 80 คันเท่านั้น 

ที่ประชุมให้เสนอคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายฯ พิจารณาอำนาจในการบอกยกเลิกสัญญา โดยหากอนุฯ กฎหมายเห็นว่าเป็นอำนาจของ ผู้อำนวยการ ขสมก. ให้ดำเนินการบอกยกเลิกสัญญาและนำรายงานต่อที่ประชุมบอร์ดต่อไป หากการบอกเลิกสัญญาเป็นอำนาจของบอร์ด ให้เสนอบอร์ดพิจารณาเห็นชอบบอกเลิกสัญญาในการประชุมครั้งต่อไป เพื่อเร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด

ขสมก.ได้รายงานด้วยว่า การบอกเลิกสัญญา ขสมก.จะเรียกค่าเสียหาย และค่าเสียโอกาสจากคู่สัญญาด้วย เนื่องจาก ขสมก.ขาดโอกาสในการหารายได้จากรถ NGV จำนวน 489 คัน, ขาดรายได้จากการนำรถเส้นทางอื่นมาช่วยวิ่งในเส้นทางของรถ NGV, ค่าความเสี่ยงที่จะถูกคู่ค้าเรียกค่าเสียหาย เช่นกรณีคู่ค้าโฆษณาบนรถ NGV และค่าเสียหายอื่น ๆ เบื้องต้นประมาณ 500 ล้านบาท

สำหรับการยกเลิกสัญญาครั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมานางพิมพ์วนิฎา จรัสปรีดา กรรมการ และเลขานุการ บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN  ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า คณะกรรมการบริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะสมาชิกของกลุ่มร่วมทำงาน SCN-CHO ในการประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 มีมติให้กลุ่มร่วมทำงานฯ บอกเลิกสัญญาซื้อขายและซ่อมแซมบำรุงรักษารถยนต์โดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 489 คัน กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ ตามสัญญาเลขที่ ร.5 1/2560 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2560
 

เนื่องจากกลุ่มร่วมทำงานฯ ประสบอุปสรรคในการดำเนินงานตามสัญญา โดยปัจจัยหลักที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ขสมก. ชำระเงินล่าช้า บางงวดล่าช้ากว่า 3 เดือน ซึ่งกลุ่มร่วมทำงานฯ ได้มีหนังสือทวงถามและเรียกดอกเบี้ยล่าช้าดังกล่าว แต่ไม่ได้รับการเยียวยาหรือแก้ไขแต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้ ทำให้กลุ่มร่วมทำงานฯ ต้องหาแหล่งเงินทุนมาหมุนเวียนโครงการ ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น ส่งผลกระทบให้การบริหารจัดการไม่เป็นไปตามแผน เช่น การจัดหาอะไหล่สำรอง การบริการงานซ่อม และแรงงานช่างไม่เพียงพอ เป็นต้น ทำให้ไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามแผน และเกิดค่าปรับในมูลค่าที่สูงและกลุ่มร่วมทำงานฯ ได้แจ้งให้ ขสมก. แก้ไข แต่ ขสมก. กลับเพิกเฉย

คณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัท และผู้มีส่วนได้เสียเป็นสำคัญแล้วเห็นว่าเป็นรายการที่มีผลต่อการรับรู้ข้อมูล และรวมถึงการตัดสินใจลงทุนของผู้ถือหุ้น จึงกำหนดให้แจ้งข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการบอกเลิกสัญญานี้ เพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์ได้รับทราบต่อไป การยกเลิกสัญญาดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท

ขสมก. เร่งทำรถเมล์ EV

ประธานบอร์ด  ขสมก.  กล่าวต่อว่า เร่งผลักดันโครงการจัดการรถโดยสารปรับอากาศพลังงานสะอาด (รถโดยสาร EV) จำนวนรวม 3,390 คัน เพื่อทดแทนรถเก่าที่มีอายุใช้งานมากกว่า 30 ปี ซึ่งแบ่งการดำเนินการจัดหาออกเป็น 3 ระยะ (เฟส) นั้น ขสมก.ได้นำเสนอบอร์ดในครั้งนี้ โดยที่ประชุมได้รับทราบการบรรจุโครงการจัดหาและบำรุงรักษารถโดยสารพลังงานสะอาด จำนวน 1,520 คัน ซึ่งเป็นโครงการในเฟสที่ 3 เข้าสู่แผนการดำเนินการ ตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 (PPP) ซึ่งโครงการนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการลงทุนโครงการเกิน 1,000 ล้านบาทไปแล้ว ซึ่งขั้นตอนจากนี้ ขสมก.จะขอเงินจากกองทุน PPP เพื่อจ้างที่ปรึกษาการดำเนินการศึกษาการร่วมลงทุนตามเงื่อนไข PPP คาดว่าจะใช้วงเงิน 20-30 ล้านบาท ใช้เวลาศึกษา 2-3 เดือน หลังจากศึกษาเสร็จแล้วจะเสนอบอร์ดอีกครั้งและเข้าสู่กระบวนการ PPP คัดเลือกเอกชนต่อไป

โดยเฟส 1 จำนวน 350 คัน ตามแผนจะใช้วิธีการจัดหาแบบเฉพาะเจาะจงเพราะมีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน และเฟส 2 จำนวน 1,520 คัน ใช้วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) นั้น บอร์ดเห็นควรให้ ขสมก.เสนอคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ก่อน เพื่อให้เกิดความรอบคอบและคาดว่าจะเสนอบอร์ดได้ในเดือนหน้า

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้ ขสมก.กู้เงินเพื่อชำระหนี้เงินกู้เดิมที่ครบกำหนดและเสริมสภาพคล่องทางการเงิน (กรณีรายได้ไม่พอสำหรับรายจ่าย) ประจำปีงบประมาณ 2568 รวมเป็นเงิน 30,025.66 ล้านบาท ประกอบด้วย 

  1. จ่ายคืนต้นเงินกู้ 21,484.93 ล้านบาท 
  2. เสริมสภาพคล่องทางการเงิน 8,540.73 ล้านบาท แยกเป็นค่าเชื้อเพลิงรถโดยสาร 2,494.85 ล้านบาท ค่าเหมาซ่อมรถโดยสาร 1,662.19 ล้านบาท เสริมสภาพคล่องทางการเงิน 4,383.69 ล้านบาท 

ทั้งนี้ในปี 2568 ขสมก.คาดว่าจะมีรายได้รวม 6,435 ล้านบาท รายจ่ายประมาณ 36,461 ล้านบาท

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์