เมื่อเร็ว ๆ นี้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 2567จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศพบว่า ครัวเรือนไทยมีภาระหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือนละ 606,378 บาท โดยมีสัดส่วนหนี้ในระบบ ราว 69.9% และ หนี้นอกระบบอีก 30.1% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.4% เพิ่มสูงสุดในรอบ 16 ปี นับตั้งแต่มีการสำรวจ สูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลก คิดเป็นราว 90.4-90.8% ของจีดีพีประเทศ
จากผลสำรวจพบว่าหนี้สินส่วนใหญ่ คือ หนี้บัตรเครดิต รองลงมาคือ หนี้ซื้อยานพาหนะ หนี้ส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภค หนี้ที่อยู่อาศัย หนี้เพื่อการประกอบธุรกิจ และหนี้การศึกษาตามลำดับ
หากแยกประเภทหนี้แล้ว ภาคเอกชนค่อนข้างวิตกกับสถานการณ์หนี้ในส่วนของสินเชื่อรถยนต์ เนื่องจากกำลังเป็นปัญหาใหญ่แล้วเริ่มส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึง ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ สะท้อนได้จากการหดตัวลงอย่างรุนแรงของภาคการผลิตรถยนต์พลังงานสันดาปที่ใช้น้ำมัน ที่มียอดขายภายในประเทศลดลงอย่างหนัก
เห็นได้ชัดจากยอดผลิตรถยนต์ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาที่มีจำนวนลดลงเหลือเพียง 124,829 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16.62% จากยอดผลิตเพื่อขายในประเทศลดลง 40.85% เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ และสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
ในเดือนกรกฎาคม มียอดขายรถยนต์ในประเทศหดตัวเหลือเพียง 46,394 คันลดลงจากปีที่แล้ว 20.58% โดยเฉพาะในส่วนของรถกระบะ ‘ปิคอัพ’ ที่มียอดขายเพียง 13,167
ยอดขายรถกระบะและรถบรรทุก ที่ลดลงสะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังอ่อนแอ ในขณะที่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลหรือรถเก๋ง นอกเหนือจากปัญหากำลังซื้อแล้ว และการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินแล้ว ยังโดนผลกระทบจากรถยนต์ไฟฟ้า EV
ข้อมูลจากบริษัทข้อมูลเครดิต หรือ เครดิตบูโร พบ ‘สัญญาณอันตราย’ เนื่องจากในไตรมาสที่ 2/67 (สิ้นสุด 30 มิ.ย. 67) พบว่ามีหนี้เสียรถยนต์ NPLs (ค้างชำระเกิน 3 งวด) ที่กำลังถูกยึด จำนวน 814,867 คัน (บัญชี) เพิ่มขึ้น 19.5% แต่หากพิจารณาจากมูลค่า คิดเป็นเงินกว่า 254,484 ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้วถึง 29.7%
ในขณะเดียวกันมียอดสินเชื่อรถยนต์ที่กำลังมีปัญหาค้างชำระ Special Mention – SM กำลังจะเป็นหนี้เสีย จำนวน 562,356 คัน (บัญชี) คิดเป็นมูลค่าราว 210,974 ล้านบาท
ในจำนวนรถยนต์ที่มีปัญหาทั้งหมดทั้งที่เป็น NPLs และ SM หากพิจารณาเฉพาะรถประเภทกระบะ ปิคอัพ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในการประกอบอาชีพ จะมีจำนวนสูงถึงกว่าครึ่งของหนี้ที่มีปัญหา คือราว 7.59 แสนคัน คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 2.57 แสนล้านบาท แยกออกมาเป็นในส่วนของหนี้เสีย NPLs จำนวน 458,248 คัน (บัญชี) มูลค่า 147,938 ล้านบาท และ SM จำนวน 300,911 คัน(บัญชี) มูลค่า 110,803 ล้านบาท
ภาคเอกชนโดยเฉพาะในหอการค้าไทยมีความกังวลอย่างมากว่า หากภาครัฐคือรัฐบาลและแบงก์ชาติไม่เร่งหามาตรการในการคลี่คลายและแก้ปัญหาหนี้สินเชื่อรถยนต์ อาจจะกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจตามมาในไม่ช้า เมื่อเกิดการพลังทลายของอุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งระบบ
มีแนวคิดที่ภาคเอกชนต้องการเสนอให้รัฐบาลและแบงก์ชาติ พิจารณาในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มประชาชนที่เป็นหนี้เสียและหนี้กำลังมีปัญหา ในส่วนของผู้ใช้รถกระบะปิคอัพซึ่งส่วนใหญ่ใช้เป็นพาหนะในการทำมาหากินประกอบอาชีพ ทั้งกลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบไปถึงการหารายได้ของประชาชน
หอการค้าไทย มีแนวคิดว่าต้องการจะนำเสนอขอให้มีการพิจารณาพักหนี้สินเชื่อรถยนต์ที่ใช้ทำมาหากินเอาไว้ชั่วคราว เช่นเดียวกับมาตรการพักหนี้เกษตรกร โดยอาจจะพิจารณาพักหนี้ให้เฉพาะผู้ที่มีสินเชื่อรถยนต์ที่กำลังประสบปัญหา ที่มีหนี้คงค้างเหลือไม่เกิน 5-7.5 แสนบาท โดยจะมีการพักยอดหนี้ที่ค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยเดิม และมีช่วงปลอดหนี้ชั่วคราวอีก 3-6 เดือน ระหว่างที่ลูกหนี้เจรจาเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ก่อนจะเริ่มกลับมาชำระหนี้ใหม่
ตามมาตรการดังกล่าว ภาระเรื่องอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่มีการพักหนี้ และปรับโครงสร้างหนี้ ภาครัฐจะเป็นผู้รับภาระด้านงบประมาณอุดหนุน ในขณะที่แบงก์ชาติจะกำหนดมาตรการต่าง ๆ ในรายละเอียด
คาดว่าข้อเสนอทั้งหมดจะถูกส่งให้ แบงก์ชาติ และ กำลังมีการประสานกับรัฐบาล ในการขอเข้าพบเพื่อยืนข้อเสนออย่างเป็นทางการให้กับ นายกฯ ‘อิ๊งค์’ แพทองธาร ชินวัตร เพื่อพิจารณาต่อไป




