สงคราม-เอลนีโญ เขย่าอาหารโลก จับตาหุ้นไทยรับอานิสงส์

5 พ.ย. 2569 - 13:35

  • สงครามเขย่าห่วงโซ่อาหารโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กระทบเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตร พลังงาน และปุ๋ย เพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานอาหารทั่วโลก

  • เอลนีโญซ้ำเติมผลผลิตเกษตร ภัยแล้งและสภาพอากาศแปรปรวนอาจกระทบผลผลิตข้าว ข้าวโพด น้ำตาล และวัตถุดิบอาหารสัตว์ ดันต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

  • จับตาหุ้นอาหารไทยรับโอกาส CPF, TU, GFPT, BTG และ TFG เป็นหุ้นที่น่าติดตามจากกระแสความมั่นคงทางอาหาร แต่ต้องประเมินต้นทุนและความสามารถในการทำกำไรควบคู่กันไป

economic-business-food-security-fao-SPACEBAR-Hero.jpg

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบเส้นทางขนส่งสินค้า และความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้ผลผลิตทางการเกษตรผันผวน ประเด็นความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) กำลังกลับมาเป็นเรื่องสำคัญที่หลายประเทศต้องให้ความสนใจ

อาหารไม่ใช่เพียงสินค้าสำหรับการบริโภคอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานโลกมีความเปราะบาง ประเทศต่าง ๆ มีแรงจูงใจที่จะกระจายแหล่งนำเข้า เพิ่มความสามารถในการผลิตภายในประเทศ และรักษาระดับคลังสำรองอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการในภาวะฉุกเฉิน

สัญญาณความเสี่ยงดังกล่าวสะท้อนผ่านรายงาน Commodity Markets Outlook ของธนาคารโลกเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ซึ่งประเมินว่าราคาอาหารโภคภัณฑ์โลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ในปี 2569 และอีก 7% ในปี 2570 รวมเป็นการเพิ่มขึ้นราว 18%ในช่วงสองปี โดยมีปัจจัยสำคัญจากความขัดแย้งที่กระทบการขนส่งธัญพืช ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศจากเอลนีโญ ตลอดจนต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น

ขณะที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รายงานว่า ดัชนีราคาอาหารโลกในเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 136.0 จุด เพิ่มขึ้น 1.5% จากเดือนก่อนหน้า และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.8% สะท้อนแรงกดดันด้านราคาอาหารที่เริ่มขยายวงกว้างขึ้นจากปัญหาการขนส่งและสภาพอากาศ

อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตา คือ ปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 โดยอาจทำให้หลายพื้นที่เผชิญภาวะฝนทิ้งช่วง ภัยแล้ง และอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร

สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารและวัตถุดิบต้องเพิ่มความระมัดระวังในการบริหารคลังสำรอง รวมถึงเร่งสร้างความมั่นคงด้านแหล่งผลิตและเส้นทางนำเข้า ขณะที่ความต้องการอาหารที่สามารถเก็บรักษาได้นาน เช่น อาหารกระป๋อง อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์โปรตีนสำเร็จรูป อาจได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น

หุ้นอาหารไทยมีโอกาสแค่ไหน

สำหรับตลาดหุ้นไทย กลุ่มธุรกิจอาหารเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่น่าจับตาจากกระแสความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะบริษัทที่มีศักยภาพด้านการผลิต การแปรรูป และการส่งออกสินค้าอาหารไปยังตลาดต่างประเทศ

หุ้นที่ควรติดตาม ได้แก่ CPF ผู้ประกอบธุรกิจอาหารครบวงจรตั้งแต่อาหารสัตว์ ปศุสัตว์ ไปจนถึงอาหารสำเร็จรูป, TU ผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลแปรรูป, GFPT และ BTG ที่มีธุรกิจเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์อาหาร รวมถึง TFG ซึ่งดำเนินธุรกิจไก่ สุกร และอาหารสัตว์

หากความต้องการนำเข้าอาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มขึ้น บริษัทที่มีตลาดส่งออกหลากหลาย กำลังการผลิตเพียงพอ และมีเครือข่ายกระจายสินค้าที่แข็งแกร่ง อาจมีโอกาสขยายยอดขายและรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ดีกว่าคู่แข่ง

อย่างไรก็ตาม โอกาสของหุ้นกลุ่มอาหารไม่ได้มีเพียงด้านบวก เพราะหากเอลนีโญทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ราคาข้าวโพด กากถั่วเหลือง น้ำมันพืช และวัตถุดิบอื่น ๆ ก็อาจปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ ราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนบรรจุภัณฑ์ยังเป็นปัจจัยที่อาจกดดันอัตรากำไรของผู้ประกอบการ

ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนต้องพิจารณาจึงไม่ใช่เพียงแนวโน้มความต้องการอาหารโลก แต่ต้องดูความสามารถในการบริหารต้นทุน การส่งผ่านราคาสินค้าไปยังผู้บริโภค สัดส่วนรายได้จากการส่งออก และความแข็งแกร่งของงบการเงินแต่ละบริษัทประกอบด้วย

วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และความแปรปรวนของสภาพอากาศอาจกำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดอาหารโลก จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิต ไปสู่การให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความต่อเนื่องของอุปทานมากขึ้น

คำถามสำคัญ คือ หากอาหารกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของโลกอย่างแท้จริง ประเทศไทยซึ่งมีศักยภาพด้านการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร จะสามารถเปลี่ยนความได้เปรียบนี้ให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทอาหารไทยได้มากน้อยเพียงใด

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์