Kick off โอนเงิน 10,000 บาท ให้กลุ่มเปราะบางและคนพิการ

25 ก.ย. 2567 - 10:47

  • ระบบเศรษฐกิจจะถูกเติมเงินหมุนเวียนกว่า 145,552.40 ล้านบาท

  • สร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจลูกใหญ่ลูกแรก

  • สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่ ต่อลมหายใจให้ประชาชนรายเล็ก

economic_business_money_thailand_SPACEBAR_Hero_9e824005cb.jpg

พรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 25 กันยายน 2567 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี ได้เปิดตัว (Kick off)  โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ (โครงการฯ) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยเริ่มทำการโอนเงิน 10,000 บาท ให้แก่กลุ่มเป้าหมายรวม 14.55 ล้านคน ในระหว่างวันที่ 25 - 27 กันยายน และ 30 กันยายน 2567 

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิดตัว (Kick off) โครงการฯ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ 

1\. โครงการถึงปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เรื้อรังมานานหลายปี ไม่ใช่เพียงแค่ผลจากปัจจัยภายใน แต่ยังมีผลจากเศรษฐกิจทั้งโลกที่ฟื้นตัวช้า ซ้ำเติมด้วยปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค และยังไม่รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้เกิดภัยพิบัติในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบ เกิดเหตุอุทกภัย ซึ่งถือเป็นครั้งที่รุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ จากปัจจัยข้างต้นทำให้เศรษฐกิจไทยฝืดเคือง ไม่เอื้อให้เกิดการลงทุนใหม่ ไม่มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระทบการค้าขาย ประชาชนต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อการดำรงชีวิต ได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

กลุ่มเปราะบางที่มีรายได้น้อยรวมถึงคนพิการ อย่างไรก็ดี ในอนาคตประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ทำให้พร้อมต่อการลงทุน และอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่จะทำให้เกิดรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว 

2\. สำหรับการดำเนินโครงการฯ จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เงินสดถึงมือคนไทย ระบบเศรษฐกิจจะถูกเติมเงินหมุนเวียนกว่า 145,552.40 ล้านบาท สร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจลูกใหญ่ลูกแรก ที่ทำให้คนไทยได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่ ต่อลมหายใจให้พี่น้องประชาชนรายเล็กที่กำลังเดือดร้อน โดยแบ่งเป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวนประมาณ 12.40 ล้านคน และกลุ่มคนพิการจำนวนประมาณ 2.15 ล้านคน ทุกคนจะได้รับเงิน 10,000 บาท ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนหรือช่องทางเดิมในการรับเงินเบี้ยความพิการ  

พี่น้องประชาชนสามารถนำไปใช้จ่ายได้โดยไม่มีเงื่อนไขแต่อย่างใด สามารถรวมเงินกันเพื่อนำไปลงทุนทำมาค้าขาย สร้างหรือต่อยอดธุรกิจ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัยในอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งการจ่ายเงินตามโครงการฯ  

จะเป็นการช่วยกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้พี่น้องประชาชน สร้างโอกาส สร้างความหวัง นำไปสู่การพัฒนาเพื่อต่อยอดคุณภาพชีวิต ให้พี่น้อง มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี 

3\. นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้าโครงการ Digital Wallet เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้ประชาชนสามารถพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) ได้ เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างรัฐบาลและประชาชน ทำให้การทำธุรกรรมต่าง ๆ กับหน่วยงานรัฐสะดวกขึ้น โปร่งใสตรวจสอบได้ โดยรัฐบาลมีเป้าหมายที่สำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่จะเอื้อให้พี่น้องประชาชนใช้ชีวิตอย่างมีความหวัง มีรอยยิ้ม สร้างความเท่าเทียมทางโอกาส เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาดีอีกครั้ง

ภายหลังจากการกล่าวเปิดงาน นายกรัฐมนตรีได้กดปุ่มโอนเงิน 10,000 บาท ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย 

ของโครงการฯ ซึ่งถือเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ในการเปิดตัวโครงการฯ อย่างเป็นทางการ และเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการฯ ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่ได้เริ่มขับเคลื่อนการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรมตามแนวนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ซึ่งในช่วงท้ายของงาน นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสได้พูดคุยกับประชาชนที่ได้รับเงิน 10,000 บาท ผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (Video Conference) เพื่อสื่อสารและรับฟังความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ พร้อมทั้งรับฟังเสียงสะท้อนของตัวแทนประชาชนที่ได้รับเงิน 10,000 บาท จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศด้วย

อนึ่ง ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับเงินในวันที่ 25 - 30 กันยายน 2567 นี้ สามารถตรวจสอบผลการจ่ายเงินจากรัฐบาลได้จากแอปพลิเคชันธนาคาร ตรวจสอบจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) หรือสอบถาม ณ ธนาคาร นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบผลด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของรัฐในวันถัดไปหลังจากวันที่รัฐจ่ายเงิน ได้แก่ 

1\. เว็บไซต์ https://โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ2567.cgd.go.th 

2\. เว็บไซต์ https://govwelfare.cgd.go.th

3\. แอปพลิเคชัน "รัฐจ่าย" 

4\. แอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" 

  1. Call Center กรมบัญชีกลาง หมายเลขโทรศัพท์ 0 2270 6400 ตั้งแต่วันจันทร์ - ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 

โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวว่า สำหรับประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ได้รับเงินหรือรัฐจ่ายเงินไม่สำเร็จในรอบนี้ รัฐจะมีการจ่ายเงินซ้ำ (Retry) อีกจำนวน 3 ครั้ง จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ดำเนินการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชนและตรวจสอบบัญชีเงินฝากธนาคารให้มีสถานะปกติ (Active) เพื่อให้พร้อมรับเงินตามโครงการฯ ในรอบการ Retry และสำหรับคนพิการที่บัตรประจำตัวคนพิการหมดอายุ หรือผู้ได้รับเงินเบี้ยความพิการที่ไม่มีบัตรประจำตัวคนพิการ จะต้องดำเนินการต่ออายุบัตรประจำตัวคนพิการหรือทำบัตรประจำตัวคนพิการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา ดังนี้ 

รอบจ่ายซ้ำ จ่ายเงินภายในวันที่ ทำบัตรหรือต่ออายุบัตรประจำตัวคนพิการภายในวันที่ ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขประจำตัวประชาชนภายในวันที่

ครั้งที่ 1 22 ตุลาคม 2567 10 ตุลาคม 2567 18 ตุลาคม 2567 

ครั้งที่ 2 22 พฤศจิกายน 2567  12 พฤศจิกายน 2567 18 พฤศจิกายน 2567 

ครั้งที่ 3 22 ธันวาคม 2567 3 ธันวาคม 2567 16 ธันวาคม 2567 

ทั้งนี้ เมื่อพ้นกำหนดการ Retry ครั้งที่ 3 แล้ว จะยุติการจ่ายเงินให้แก่กลุ่มเป้าหมาย และถือว่ากลุ่มเป้าหมายไม่ประสงค์รับเงินภายใต้โครงการฯ  

ช่องทางติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

1\. คนพิการ 

   1.1 เว็บไซต์ https://govwelfare.dep.go.th/check 

   1.2 ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  

   1.3 Call Center กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2354 3388 ต่อ 701 - 702 (หน่วยงานออกบัตรประจำตัวคนพิการ) หรือศูนย์บริการคนพิการจังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันจันทร์ - ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

   1.4 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ที่คนพิการรับเงินเบี้ยความพิการ ตั้งแต่วันจันทร์ - ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 

2\. ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนพิการที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

    2.1 ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2109 2345 ตั้งแต่วันจันทร์ - ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 - 17.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 

   2.2 ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านระบบตอบรับอัตโนมัติ โทรศัพท์หมายเลข 0 2109 2345  กด 1 กด 5 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์