รัฐบาลตั้งบอร์ดเคาะแจก ‘เงินดิจิทัลวอลเล็ต’ อีก 36 ล้านคนระยะต่อไป

17 ก.ย. 2567 - 15:18

  • รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจ

  • พิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณที่มีอยู่

  • นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณารายละเอียด

economic_business_people_digitalwallet_SPACEBAR_Hero_f1530bb58e.jpg

พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ ว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนพิการ จำนวน 14.55 ล้านคน  คนละ 10,000 บาท โดยอนุมัติงบประมาณสำหรับการดำเนินโครงการ ในวงเงินไม่เกิน 145,552 ล้านบาท

"รัฐบาลมีความจำเป็นต้องรีบเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 กันยายนนี้ และจะเร่งโอนเงินให้เสร็จในเดือนกันยายน 2567 ทันที"

พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ในการโอนเงินลงไปยังผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนพิการจำนวน 14.55 ล้านคน คนละ 10,000 บาทครั้งนี้ ด้วยระบบการดอนเงินที่มีขีดความสามารถในการจ่ายเงินลงไปให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิมีจำกัด เพียงวันละประมาณ 4 ล้านคน กระทรวงการคลัง จึงต้องแบ่งการจ่ายเงินเป็นงวด ๆ ดังนี้

• วันที่ 25 กันยายน 2567 โอนเงินให้คนพิการ และผู้ถือบัตรสวัสดิการ ที่มีเลขประจำตัวบัตรประชาชนหลักสุดท้าย เลข 0 จำนวน 3.28 ล้านคน

• วันที่ 26 กันยายน 2567 โอนเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการ ที่มีเลขประจำตัวบัตรประชาชนหลักสุดท้าย เลข 1-3 จำนวน 4.51 ล้านคน

• วันที่ 27 กันยายน 2567 โอนเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการ ที่มีเลขประจำตัวบัตรประชาชนหลักสุดท้าย เลข 4-7 จำนวน 4.51 ล้านคน

• วันที่ 30 กันยายน 2567 โอนเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการ ที่มีเลขประจำตัวบัตรประชาชนหลักสุดท้าย เลข 8-9 จำนวน 2.26 ล้านคน

อย่างไรก็ตามรัฐบาลขอให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิในกลุ่มแรกรีบผูกบัญชีพร้อมเพย์กับธนาคารต่าง ๆ เพื่อช่วยให้การจ่ายเข้าบัญชีทำได้ทันทีตามวันที่ระบุ หากใครที่ตกหล่น หรือบัญชีพร้อมเพย์มีปัญหา จะโอนซ้ำอีก 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 ภายในวันที่ 22 ตุลาคม 2567, ครั้งที่ 2 ภายในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 และครั้งที่ 3 ภายในวันที่ 22 ธันวาคม 2567

ส่วนแหล่งเงินที่จะใช้ในโครงการ วงเงินไม่เกิน 145,552 ล้านบาท นั้น แบ่งเป็น 2 ส่วน นั่นคือ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ปีงบประมาณ 2567 งบกลางรายการ ค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ 122,000 ล้านบาท และ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 23,552 ล้านบาท

ส่วนการดำเนินการในเฟส 2 สำหรับกลุ่มผู้ที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ ซึ่งมีจำนวนประมาณ 36 ล้านคน ว่า ก็คงต้องมี เพราะมีคนลงทะเบียนเข้ามาแล้ว ซึ่งในระยะถัดไปรัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมาหนึ่งชุด โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณที่มีอยู่ รวมทั้งรายละเอียดอื่น ๆ ที่จะต้องเดินหน้าต่อไปด้วย

"จากนี้ไปจะมีคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะมานั่งดูอย่างรอบคอบ ซึ่งจะดูในหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งจะจ่ายเงินอย่างไร จ่ายเมื่อไหร่ จ่ายด้วยวิธีไหน ก็คงต้องมานั่งดูกันอีกที"

พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง กล่าวว่า สำหรับการจ่ายเงินลงไปให้กับกลุ่มคนพิการ ไม่ได้มีกรอบกำหนดเอาไว้ทั้ง อายุ รายได้ หรือเงินฝาก ดังนั้นถ้าใครที่เป็นผู้พิการที่ลงทะเบียนมีบัตรผู้พิการเอาไว้กับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (กระทรวง พม.) แล้ว 2.15 ล้านราย และได้รับเงินช่วยเหลือประจำทุกเดือนอยู่แล้ว คนกลุ่มนี้จะได้รับเงิน 10,000 บาท ครบทุกคน

ทั้งนี้ในส่วนของการเติมเงินผ่านเงินดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet) 10,000 บาท กระทรวงการคลัง ยืนยันว่าจะยังเดินหน้าต่อไป เพราะนอกจากจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยเพิ่มมิติในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลยังเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาล เพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางด้านการแข่งขันในระยะยาวด้วย

เผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลเห็นว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 ผ่านผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนพิการ มีความจำเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรักษาโมเมนตัมของเศรษฐกิจ ซึ่งเงินก้อนนี้จำนวน 1.45 แสนล้านบาท จะเป็นตัวกระตุ้นในช่วงนี้ต่อเนื่องถึงปลายปี 2567 และจะเป็นแรงส่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ต่อไปด้วย

ส่วนกลุ่มผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนจะเปิดลงทะเบียนอีกหรือไม่นั้น นายเผ่าภูมิ ยืนยันว่า รัฐบาลจะเปิดให้ลงทะเบียนต่อไปหลังจากได้โอนเงินกับกลุ่มแรก คือ ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนพิการ  เสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าเร็ว ๆ นี้จะแจ้งไทม์ไลน์ที่ชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ธนาคารของรัฐมีความพร้อมในการรองรับการลงทะเบียน แต่ขอเลื่อนออกไปก่อนเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในกระบวนการทำงานกับกลุ่มแรกที่เป็นกลุ่มเปราะบาง

ด้านลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การผูกพร้อมเพย์นั้น ผู้มีสิทธิ์ที่ได้รับเงิน 10,000 บาท ไม่จำเป็นต้องไปเปิดบัญชีใหม่ สามารถผูกพร้อมเพย์กับบัญชีธนาคารของตัวเองทุกธนาคารที่มีอยู่เดิมได้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์