เริ่มไปแล้วสำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลแจกเงินสดจำนวน 10,000 บาทให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้พิการ ระหว่างวันที่ 25 ถึง 30 กันยายนนี้เป็นกลุ่มแรก ทีมข่าว Spacebar Big City เลือกสำรวจพื้นที่ภาคเหนือ ฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทยในทุกมิติ ทั้งหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และประชาชนที่ได้รับสิทธิ หลังรัฐบาลคาดหวังว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายของประชาชน และเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ เพิ่มศักยภาพของผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงผู้พิการซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ปราโมทย์ บุญตันจีน ผู้อำนวยการกลุ่มงานนโยบายและเศรษฐกิจจังหวัด สำนักงานคลัง จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงใหม่ผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 423,110 คน คิดเป็น 3.4 % ซึ่งเป็นคนที่ยืนยันตัวตน (e-KYC) เป็นผู้มีสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2567 และมีผู้พิการ 57,133 คน คิดเป็น 2.6 % ผู้พิการที่ขึ้นทะเบียนขอมีบัตรประจำตัวคนพิการ ตามฐานข้อมูลของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2567

สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ มีผู้พิการที่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย จึงได้ตั้งสมมุติฐานไว้ว่า 50% ของผู้พิการมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อไม่ให้เกิดการนับซ้ำ ตัวเลขผู้ที่ได้รับเงิน 10,000 บาท ในเฟสแรกนี้ จึงอยู่ที่ 451,676 คน คิดเป็น 4,516.76 ล้านบาท หรือ 2% ของ GPP เฉลี่ย 10 ปีของจังหวัดเชียงใหม่ และคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจเชียงใหม่จะขยายตัว ระหว่าง 0.5 ถึง 0.8 %
“ในส่วนของการแจกเงินส่วนใหญ่ก็เรียบร้อยดี อาจจะมีปัญหาอยู่เล็กน้อยสำหรับผู้ที่ลืมว่าบัตรผู้พิการหมดอายุ ซึ่งทางเราก็จะดูแลกลุ่มนี้เป็นพิเศษ และหลังจากนี้มีการเตรียมที่จะทำแบบสำรวจความพึงพอใจและมีการลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์เชิงลึก คนที่จะรับเงินในเฟสแรก ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายนเป็นต้นไป”
ประภาพันธ์ ไชยวังโส ชาวจังหวัดเชียงใหม่ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เปิดเผยว่า ตอนนี้ได้รับเงินจำนวน 10,000 บาทแล้ว ก็ได้ให้ลูกสาวไปกดเงินมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ตอนนี้ได้นำเงินตัวนี้ไปซื้อสิ่งของที่จำเป็นภายในบ้าน ส่วนเงินที่เหลือนั้นก็จะเก็บออมเอาไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน และอยากจะให้รัฐบาลเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย เนื่องจาก 300 บาทต่อเดือน ไม่เพียงพอต่อค่าของชีพที่สูงขึ้นในปัจจุบันนี้

ทิวากร ปัญญาจันทร์ ชาวเชียงใหม่ที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ เปิดเผยว่า กังวลใจเหมือนกันว่าจะไม่ได้รับเงินจำนวน 10,000 บาท ซึ่งอยากจะได้เป็นเงินสด เนื่องจากสามารถนำไปใช้จ่ายได้ง่ายกว่า

“หากได้เงินจำนวนนี้มาก็จะนำเอาไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันรวมถึงนำไปใช้หนี้ แต่หากเป็นเงินดิจิทัลมันมีจำกัด จะซื้อได้แค่อาหารและของใช้เท่านั้น อยากให้รัฐบาลเร่งพิจารณาให้เร็วขึ้น เพราะค่าครองชีพในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก หากได้เงินมาก็จะช่วยตนและครอบครัวได้มาก”
กรีติชัย ประสาทศิลป์ ชาวกรุงเทพฯ ที่มาทำงานที่จังหวัดเชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่า ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐเรียบร้อย แต่ก็ยังกังวลใจอยู่เกี่ยวกับขอบเขตในการใช้เงิน เนื่องจากมีทะเบียนบ้านอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ทำงานอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่

“หากต้องกลับไปใช้ที่บ้านเกิดคงไม่เดินทางไป เพราะเสียทั้งเวลาและเสียเงินที่ได้มาไปมากกว่าครึ่ง จึงไม่คุ้มค่า หากเป็นไปได้ก็อยากจะให้ใช้จ่ายได้ทั่วประเทศ จะเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายที่แท้จริง หรือถ้าจ่ายเป็นเงินสดก็ดีมากเพราะสามารถนำไปต่อยอดได้มากกว่า”
กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การมีเงินสดใช้จ่ายง่ายกว่าเพราะสามารถนำไปจับจ่ายใช้สอยได้ทันที ซึ่งหากในเฟสต่อไป จะแจกเป็นเงินสดเหมือนกลุ่มเปราะบาง ก็เห็นด้วย เพราะเม็ดเงินจะกระจายให้ประชาชน และผู้ประกอบการได้ง่ายกว่า
“หากในอนาคตจะมีโครงการแจกเงิน หรือ โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆผ่านแอปพลิเคชัน ก็สามารถนำเอาโครงการในอดีตที่ผ่านมาของรัฐบาลชุดก่อนมาสานต่อ เพราะได้ประโยชน์กับประชาชนเช่นกัน หากรัฐบาลนำเอามาเป็นแบบอย่างหรือต่อยอดได้”







