พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลียจับกุมพนักงานต้อนรับสายการบินของไทย ซุกซ่อนเฮโรอีนน้ำหนัก 1 กิโลกรัมเข้าประเทศ ว่า ตนเองไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบ และได้แจ้งไปยังผู้อำนวยการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เพื่อหามาตรการป้องกันเร่งด่วนแล้ว
รมว.คมนาคม ชี้แจงถึงระบบการตรวจสอบขาออกของไทยว่า ปกติจะเข้มงวดเรื่องการตรวจค้นวัตถุระเบิดและความปลอดภัยตามมาตรฐาน ส่วนเรื่องยาเสพติดยอมรับว่าต้องนำไปปรับปรุงแก้ไข
“ต้องยอมรับว่าส่วนนี้เราต้องไปปรับปรุง โดยเฉพาะกัปตัน สจ๊วต หรือแอร์โฮสเตส ที่ผ่านมาเราให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตรวจเฉพาะเรื่องวัตถุระเบิด ส่วนสารเสพติดมีการตรวจแต่ไม่ได้เอาสุนัขมาดมกลิ่น ฉะนั้นคนที่จะขนเขาก็มีวิธีการซุกซ่อน... วันนี้เป็นอีกกรณีที่เราต้องกลับมามองเรื่องบุคลากร หลังจากนี้จะต้องมีความเข้มงวดเพิ่มขึ้น ให้เหมือนกับผู้โดยสารทั่วไป”
ต่อข้อถามที่ว่า เหตุการณ์นี้เกิดจากระบบของไทยหละหลวมหรือไม่ รมว.คมนาคม ปฏิเสธว่า "จะบอกว่าเราหละหลวมไม่ได้" เพราะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรฐานปกติ แต่เนื่องจากขบวนการค้ายาเสพติดมีสารพัดวิธีในการตบตา เช่น การแพ็กลงในกระป๋องอาหาร ซึ่งระบบสแกนทั่วไปอาจมองเห็นเป็นเพียงอาหาร จึงเป็นเรื่องของ "คนจ้องลักลอบกับคนระวัง" ที่อาจมีช่องว่างให้เล็ดลอดได้เหมือนกับหลาย ๆ ประเทศ หลังจากนี้จึงต้องนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยสแกนเพิ่มเติม
ผู้สื่อข่าวถามถึงผลกระทบต่อผู้โดยสารชาวไทยและการถูกเพ่งเล็งจากต่างประเทศ รมว.คมนาคม ระบุว่า ประเทศปลายทางอย่าง ยุโรป สหรัฐฯ ออสเตรเลีย หรือญี่ปุ่น มีมาตรการสุ่มตรวจด้วยสุนัขดมกลิ่นกับทุกชาติเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ได้เจาะจงหรือเน้นตรวจเฉพาะคนไทย และยันยันว่าปัจจุบันเที่ยวบินไปออสเตรเลียยังคงทำการบินตามปกติ ไม่มีการยกเลิก
นอกจากนี้ยังแสดงความมั่นใจว่า ทางการออสเตรเลียจะไม่มีการแบนสายการบินจากประเทศไทยจากเหตุการณ์นี้อย่างแน่นอน เนื่องจากไทยและออสเตรเลียมีการประสานงานทางการข่าวและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด พร้อมการันตีว่าเครดิตรวมถึงมาตรฐานการบินของประเทศไทยยังคงได้มาตรฐานสากลและไม่ได้รับความเสียหายจากกรณีพฤติกรรมของบุคคลรายนี้




