บริการ Buy Now, Pay Later (BNPL) หรือ ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง กลายเป็นทางเลือกในการจับจ่ายของผู้บริโภคยุคดิจิทัล เพราะช่วยให้สามารถซื้อสินค้าได้ทันทีโดยยังไม่ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความสะดวกดังกล่าวก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการก่อหนี้ โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภคใช้บริการผ่อนชำระหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน จนประเมินภาระหนี้ทั้งหมดของตัวเองได้ยาก
ล่าสุดมีรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมกำหนดกรอบกำกับดูแลธุรกิจ BNPL โดยคาดว่าจะเริ่มใช้กรอบใบอนุญาตในเดือนธันวาคม 2569 ความเคลื่อนไหวนี้จึงเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการต้องติดตาม เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการให้บริการ การพิจารณาสินเชื่อ และการคุ้มครองผู้ใช้บริการในอนาคต
BNPL โตเร็ว จน ธปท. ต้องเข้ามากำกับ
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ภาครัฐเร่งเข้ามาดูแลธุรกิจ BNPL คือ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของสินเชื่อประเภทนี้ ข้อมูลจากการสำรวจผู้ให้บริการรายใหญ่ 7 ราย พบว่า ในปี 2567 มีมูลค่าสินเชื่อ 22,093 ล้านบาท จาก 4.23 ล้านบัญชี ก่อนเพิ่มเป็น 48,065 ล้านบาท จาก 8.15 ล้านบัญชีในปี 2568
ขณะที่ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มูลค่าสินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็น 57,158 ล้านบาท และจำนวนบัญชีอยู่ที่ 11.03 ล้านบัญชี สะท้อนให้เห็นว่า BNPL กำลังกลายเป็นช่องทางสินเชื่อที่มีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค
ธปท. มองว่า ความสะดวกในการสมัครและการอนุมัติที่รวดเร็ว ประกอบกับการนำบริการผ่อนชำระเข้าไปอยู่ในขั้นตอนการซื้อสินค้า อาจทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจก่อหนี้ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่ระบบสินเชื่อ
เปิด 5 ข้อเสนอใหม่ คนใช้ BNPL ต้องรู้
ภายใต้ร่างหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังและ ธปท. เปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 16 ตุลาคม-15 พฤศจิกายน 2569 มีข้อเสนอสำคัญที่ผู้บริโภคควรทำความเข้าใจ ดังนี้
1. จำกัดอายุผู้ใช้บริการ ผู้ขอสินเชื่อต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป
2. กำหนดวงเงินไม่เกิน 20,000 บาท พร้อมจำกัดระยะเวลาผ่อนชำระแต่ละรายการไม่เกิน 6 เดือน
3. จำกัดต้นทุนสินเชื่อ ดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เมื่อนำมารวมกันต้องไม่เกิน 15% ต่อปี โดยคำนวณตามอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate)
4. ห้ามเปลี่ยนวงเงินเป็นเงินสด ไม่สามารถเบิกถอน โอน หรือแปลงวงเงิน BNPL เป็นเงินสดหรือโอนไปยังบัญชีอื่นได้
5. เพิ่มความโปร่งใสและการคุ้มครองผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการต้องประเมินความสามารถในการชำระหนี้ เปิดเผยดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน รวมถึงมีแนวทางทวงถามหนี้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
ข้อเสนอเหล่านี้เป็นร่างหลักเกณฑ์ที่อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ยังไม่ใช่กติกาที่มีผลบังคับใช้แล้ว จึงต้องติดตามรายละเอียดฉบับสุดท้ายอีกครั้ง
คนผ่อนของต้องปรับตัวอย่างไร
แม้ BNPL จะช่วยให้ผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายเงินก้อนในครั้งเดียว แต่การผ่อนชำระหลายรายการพร้อมกันอาจทำให้ภาระรายเดือนสูงกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้บริการจากหลายแพลตฟอร์ม
สิ่งที่ผู้บริโภคควรทำ คือ ตรวจสอบยอดผ่อนทั้งหมดก่อนก่อหนี้ใหม่ เปรียบเทียบดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม อ่านเงื่อนไขการชำระล่าช้า และจดวันครบกำหนดชำระของแต่ละรายการให้ชัดเจน ที่สำคัญควรแยกให้ออกระหว่างสินค้าที่จำเป็นต้องซื้อกับสินค้าที่ซื้อเพียงเพราะสามารถผ่อนได้
ธปท. เองก็แนะนำให้ผู้ใช้บริการ BNPL ตรวจสอบภาระหนี้ที่มีอยู่ วางแผนการใช้จ่าย และชำระหนี้ให้ตรงเวลา เพื่อไม่ให้ความสะดวกในการซื้อสินค้ากลายเป็นภาระทางการเงินในระยะยาว
คุม BNPL สกัดหนี้เกินตัว หรือเพิ่มข้อจำกัดผู้บริโภค
การกำกับดูแล BNPL ถือเป็นความพยายามสร้างมาตรฐานให้ธุรกิจสินเชื่อดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการอนุมัติสินเชื่อ การเปิดเผยต้นทุน และการคุ้มครองผู้บริโภค แต่ในอีกด้านหนึ่ง การจำกัดวงเงินและระยะเวลาผ่อนชำระก็อาจทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มเข้าถึงบริการได้น้อยลง
สิ่งที่ต้องติดตามหลังจากนี้คือ หลักเกณฑ์ฉบับสุดท้ายจะกำหนดขอบเขตผู้ให้บริการอย่างไร ผู้ประกอบการจะต้องปรับระบบและขออนุญาตภายในระยะเวลาเท่าใด รวมถึงผู้ใช้บริการเดิมจะได้รับผลกระทบจากกติกาใหม่มากน้อยเพียงใด
เพราะเป้าหมายสำคัญของการกำกับ BNPL ไม่ควรเป็นเพียงการจำกัดการก่อหนี้ แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถใช้สินเชื่อได้อย่างเข้าใจต้นทุน มีความรับผิดชอบ และไม่ต้องเผชิญกับภาระหนี้ที่เกินกำลังชำระ
แหล่งอ้างอิง
· ธนาคารแห่งประเทศไทย




