หนี้สาธารณะไทยกำลังเข้าใกล้ระดับ 70% ของ GDP โดยข้อมูลล่าสุดของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ระบุว่า หนี้สาธารณะอยู่ที่ 13.19 ล้านล้านบาท หรือ 67.94% ของ GDP ขณะที่แผนบริหารหนี้ปีงบประมาณ 2570 ยังมีการก่อหนี้ใหม่อีก 1.26 ล้านล้านบาท ภาพนี้ทำให้โจทย์ของไทยไม่ใช่เพียง ‘หนี้จะถึง 70% เมื่อไร’ แต่คือ หนี้ที่เพิ่มขึ้นกำลังแปลงเป็นภาระงบประมาณมากแค่ไหน และจะเหลือพื้นที่ให้รัฐใช้เงินกับเรื่องอื่นอีกเท่าไร
ตัวเลข 70% ไม่ใช่เส้นที่เมื่อแตะแล้วเศรษฐกิจจะเกิดวิกฤตทันที แต่เป็นกรอบวินัยการคลังที่ใช้เป็นแนวทางในการบริหารระดับหนี้ของประเทศ ดังนั้น การเข้าใกล้กรอบดังกล่าวจึงควรถูกมองเป็นสัญญาณให้จับตา “พื้นที่ทางการคลัง” มากกว่าการมองตัวเลข 70% เป็นเพดานตายตัว
เพราะหนี้สาธารณะไม่ได้มีแค่เงินต้นที่ต้องบริหาร แต่ยังมี ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ที่รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณมาชำระทุกปี ตัวอย่างในงบประมาณปี 2569 สำนักงบประมาณระบุว่ารายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐอยู่ที่ 421,864 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม 270,664 ล้านบาท หรือประมาณ 7.1% ของงบประมาณ ขณะที่เงินต้นอยู่ที่ 151,200 ล้านบาท
นี่คือจุดที่ทำให้เรื่องหนี้เชื่อมโดยตรงกับ “งบประมาณประเทศ” เพราะเงินที่ต้องนำไปชำระดอกเบี้ยเป็นภาระที่ต้องกันไว้ ไม่สามารถนำไปใช้กับโครงการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการ หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในส่วนเดียวกัน เมื่อหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ภาระดอกเบี้ยก็มีแนวโน้มกลายเป็นรายจ่ายที่กินพื้นที่งบประมาณมากขึ้น โดยเฉพาะหากต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น
หนี้ใหม่ 1.26 ล้านล้านบาท ไม่ได้แปลว่าเป็นปัญหาทั้งหมด
สำหรับปีงบประมาณ 2570 สบน. ระบุว่า แผนบริหารหนี้สาธารณะมีการก่อหนี้ใหม่ 1,262,533.71 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล 1,180,217 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ การลงทุนในโครงการของรัฐบาล และการกู้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารภาระของภาครัฐ
ดังนั้น การกู้เพิ่มไม่ได้หมายความว่าเงินทั้งหมดจะถูกนำไปใช้จ่ายอย่างไม่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ กู้ไปทำอะไร และสร้างรายได้หรือเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจกลับมาได้มากแค่ไหน
หากเงินกู้ถูกใช้กับโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี การยกระดับผลิตภาพ หรือโครงการที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผลที่เกิดขึ้นย่อมแตกต่างจากการกู้เพื่อรองรับรายจ่ายที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต เพราะท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลต้องบริหารทั้ง ‘เงินที่กู้มา’ และ ‘ต้นทุนของเงินที่กู้มา’
จุดที่ต้องจับตาไม่ใช่แค่หนี้ แต่คือ ‘งบที่เหลือ’
เมื่อภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น การจัดทำงบประมาณในแต่ละปีก็มีข้อจำกัดมากขึ้น เพราะรัฐบาลมีรายจ่ายที่ต้องจ่ายเป็นประจำอยู่แล้ว ทั้งบุคลากร สวัสดิการ การดำเนินงานของภาครัฐ และภาระจากหนี้เดิม ขณะที่รายได้รัฐบาลไม่ได้เพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วตามรายจ่ายเสมอไป
สภาพัฒน์ เคยประเมินว่า ภาระหนี้และภาระดอกเบี้ยจ่ายของรัฐบาลมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับต่ำ ส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังลดลง และจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการใช้มาตรการทางการคลังเพื่อรองรับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดในอนาคต
ภาพจึงไม่ได้อยู่แค่ในบัญชีหนี้ แต่สะท้อนออกมาในงบประมาณโดยตรง ยิ่งต้องกันเงินไปชำระดอกเบี้ยมาก ก็ยิ่งเหลืองบสำหรับการลงทุนและการรับมือวิกฤตน้อยลง หากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ราคาพลังงานพุ่ง ภัยพิบัติรุนแรง หรือวิกฤตการเงิน รัฐบาลอาจต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม แต่ความสามารถในการกู้เพิ่มจะขึ้นอยู่กับฐานะการคลังในเวลานั้นด้วย
ไทยจึงต้องทำให้ GDP โตเร็วกว่าภาระหนี้
สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่รัฐบาลกู้เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับขนาดเศรษฐกิจด้วย หากเศรษฐกิจขยายตัวได้ดี GDP ก็ช่วยรองรับสัดส่วนหนี้ แต่หากเศรษฐกิจโตต่ำ ขณะที่หนี้และดอกเบี้ยยังเพิ่มขึ้น สัดส่วนภาระหนี้ก็มีโอกาสสูงขึ้นต่อ
โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่การทำให้เงินกู้ของรัฐสร้างผลทางเศรษฐกิจมากพอ ทั้งเพิ่มผลิตภาพ สร้างการลงทุนใหม่ เพิ่มรายได้ประชาชนและธุรกิจ และขยายฐานรายได้ของประเทศ เพราะการแก้ปัญหาหนี้ด้วยการกู้เพิ่มเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ภาระลดลงได้ในระยะยาว
ในอีกด้านหนึ่ง การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ก็มีความสำคัญไม่แพ้การควบคุมรายจ่าย เพราะหากรายได้รัฐขยายตัวได้ช้ากว่ารายจ่ายและภาระดอกเบี้ย ช่องว่างทางการคลังก็จะยิ่งแคบลง สอดคล้องกับแนวทางของสภาพัฒน์ที่เสนอทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การควบคุมรายจ่าย และการบริหารหนี้อย่างรอบคอบ เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังไว้รองรับความเสี่ยงในอนาคต
ดังนั้น คำถามสำคัญของไทยในช่วงที่หนี้สาธารณะเข้าใกล้ 70% จึงไม่ใช่เพียงหนี้จะชน 70% หรือไม่ แต่คือ ทุก ๆ 1 บาทที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย กำลังเบียดงบประมาณสำหรับอนาคตไปมากแค่ไหน
เพราะท้ายที่สุด ความแข็งแรงของการคลังไม่ได้วัดจากตัวเลขหนี้เพียงตัวเดียว แต่ต้องดูว่ารัฐยังมีรายได้เพียงพอสำหรับจ่ายดอกเบี้ยและภาระประจำ พร้อมเหลืองบสำหรับลงทุนและรับมือวิกฤตหรือไม่ หากพื้นที่ส่วนนี้ค่อย ๆ แคบลง แม้หนี้ยังไม่แตะ 70% ประเทศก็อาจมีทางเลือกทางการคลังน้อยลงเรื่อย ๆ




